UTCC Blog       Log in       สมัครสมาชิก       คู่มือการใช้งาน

What I have learned in 15 weeks in HM322 class?

จากวันแรกที่ผมได้เรียนวิชานี้ ผมได้รับความรู้ใหม่ๆเข้ามาเยอะมาก รวมทั้ง ทัศนคติ มุมมอง และ ความคิด ได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ผมนั้นได้ยินมาทั้งรุ่นพี่และเพื่อนๆ ว่า วิชานี้เป็นวิชาที่ยาก แต่ผมก็ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น กลับชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นวิชาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง อย่างเช่น Low/High Context-Culture ดูง่ายๆที่ประเทศญี่ปุ่น จะมีวัฒนธรรมที่มั่นคงและมีพิธีรีตองละเอียดมาก แต่มันก็รวมไปถึงวิถีชีวิตของคนประเทศๆนั้นด้วย ว่าจะเติบโตมาในรูปแบบไหน ผมน่ะ ถูกเลี้ยงมาแบบ High Context-Culture บอกตามตรงว่า ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย แต่เราก็ถูกเลี้ยงมาแบบนั้นจริงๆ ในบทที่ 3 เป็นบท ที่ผมชอบมากที่สุดในบรรดาทุกๆเรื่องที่เรียนมา เพราะมีเนื้อหาที่ครอบคลุม และ สนุกกับการคิด วิเคราะห์ คนประเทศนั้นๆ แบบ โปรตุเกส พวกเขามักยึดติดกับอดีต ซึ่งดูได้จากตัวเมืองที่มีความเก่าแก่ จึงทำให้พวกเขาเป็นพวก Past Orientation ยึดติดอยู่กับอดีตกาลของตัวเอง แต่ผมว่าพวกเขาก็เก่งนะ ที่ยังรักษาความเก่าแก่อันคลาสสิกได้ และ สวยงามอย่างมากมาย

ในเรื่อง Joy Luck Club เป็นเรื่องที่ดีมากๆในแง่มุมมองของเพศหญิง เป็นเรื่องที่พวกผมต้องนำมาวิเคราะห์ในบทที่ 3 แม้ว่าผมจะวิเคราะห์แบบน่ากลัวมาก ในตอนนั้น(ฮาๆๆ) แต่ว่ามันทำให้ผม เข้าใจในความคิดของผู้หญิงมากขึ้น ที่ผมพูดอยู่มันอาจจะนอกเรื่อง แต่มันคือเรื่องจริง เพราะไม่ใช่แค่ความรู้ที่ได้จากวิเคราะห์อย่างเดียวเท่านั้น แต่มันรวมไปถึงสิ่งอื่นๆที่ได้จากการดูด้วยเช่นกัน นอกจากนี้แล้ว วิชานี้ทำให้ผมกล้าที่จะพูดในสิ่งที่ผมคิดมากขึ้นอีกด้วย ยังตอนที่พูดเรื่อง The pursuit of happiness ที่ผมนั้นได้ใช้คิดตัวเองมากและสามารถนำไปผนวกกับของคนในกลุ่มได้ด้วย ในตอนแรกที่ผมมักทำตัวเป็นพวก High Context มาตลอดเวลา คือยอมรับว่า เป็นคนที่เรื่องมากและทำอะไรต้องเป็นไปตามกฎ แต่พอทำงานเป็นกลุ่ม ผมจึงต้องหัดทำตัวเป็นพวก Low Context เพื่อเป็นการปรับตัวเข้าหาเพื่อนๆ มันก็รู้สึกดีเหมือนกัน และ เข้าใจในตัวเพื่อนๆมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมสัมผัสได้

บทที่ 3 เป็นบทที่ผูกพันธ์กับผมมาก แต่ในบทที่ 5 เป็นบทที่มีเนื้อหาเยอะมาก ผมก็ยังหวั่นๆว่าในตอนสอบปลายภาคจะทำได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Patterns of Thought ที่มันยากมากมายเหลือเกิน แต่ในเรื่องนี้ผมชอบตรง Emotive Expression หรือ ใช้อารมณ์สื่อคำ เป็นสิ่งพบเจอได้ในทุกที่ ทุกสถานการณ์ แบบ คนไม่คุยก็แปลว่า เขากำลังโกรธอยู่ หรือ อาจจะงอนอยู่ก็ได้ ซึงตัวผมมักจะทำตัวในแบบหัวข้อนี้มาก รวมทั้ง ทุกๆคนด้วยแหละ ผมเชื่อ ฮาๆ รวมทั้งใน Alternative Language ที่พวกเราเคยเรียนมาแล้วกับอาจารย์ ตู้ ทั้งพวก Jargon หรือ Slang อันหลังเป็นคำที่ผมต้องศึกษาไว้เยอะๆ เพราะคำบางคำที่ผมไม่เคยเห็น ผมต้องรีบไปหาความหมายของมันทันที อย่างเช่น Abso-Bloody-Lutely ที่มีความหมายว่า ก็แหงซะ เพราะผมเคยคิดว่า ถ้าไปประเทศอย่าง อังกฤษ ต้องมีการใช้ศัพท์สแลงหรือสำนวน แน่ๆ เลยต้องมั่นศึกษาไว้เยอะๆ รวมไปถึง African American Language หรือ ภาษาของคนผิวสีเมื่อก่อนผมสงสัยว่า โห มันหายใจยังไงเนี่ย พูดเร็วมาก และคำบางคำก็เหมือนชอบใช้เป็นสแลง อย่างเช่น nigga ที่แปลว่า ไอ้มืด ถ้าคนผิวสีเรียกกันเองจะไม่เป็นไร จะแสดงถึงความเป็นพวกพ้อง แต่ถ้าคนผิวสีอื่นไปเรียกเข้า เขาจะโกรธ เพราะเป็นคำด่า และ ผมจึงสนใจในหัวข้อนี้มาก ตอนที่อาจารย์สอนและเปิดคลิปให้พวกเราดู เนื่องจาก มันมีการเปรียบการใช้ภาษาผิวสี ระหว่างเจ้าของภาษาและคนผิวขาว เราจะเห็นได้ถึงความแตกต่างและการถูกปฎิบัติของคน 2 ผิว โดยคนขาวถ้าจะพูดภาษาคนผิวสี จะเป็นความหมายในเชิงลบและดูถูก

ส่วนเรื่องที่ผมทำตอนรายงานทั้ง การสร้างวัฒนธรรม และ Stereotype ทั้ง 2 งานนี้เป็นงานที่ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยงานแรกนั้น มันเป็นเหมือนว่า ถ้าเรามีเจ้าของวัฒนธรรมนั้นๆ เราจะสร้างยังไง แต่ต้องยึดติดกับความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่เอาแต่ จิตนาการเพียงอย่างเดียว นี่เป็นงานชิ้นแรกที่ผมใช้สมอง(เยอะ)มาก และก็เป็นงานที่ผมเรียนรู้ถึงการทำงานเป็นทีม การตัดสินใจ งานชิ้นหลังด้วยเช่นกัน แม้มันจะต่างกันตรงที่อันแรกผมออกแรงทำเยอะ แต่งานชิ้นที่ 2 ผมไม่ค่อยได้ใช้สมองเยอะเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เข้าใจถึงความมุมานะอุตสาหะของการทำงาน ที่เราจะต้องไปถึงเป้าหมายของความสำเร็จ โดยตอนที่เราไปสัมภาษณ์ แม้จะมีท้อใจบ้าง แต่ผมและเพื่อนก็อดทน จนสำเร็จ ผมได้ทั้งความรู้ ความพยายาม และ ทีมเวิร์คที่ดี รวมทั้ง ภาพการเหมารวมของผมก็ได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่ทำงานนั้นเลย จากที่เคยมองคนกินเหล้าไม่ดี กลับ มองเขาเป็นกลางๆ แทนแล้วละครับ

สิ่งที่ผมได้รับจากการเรียนวิชานี้นั่นก็คือ วัฒนธรรมของแต่ละประเทศ มีความเป็นตัวตนของมันเอง อย่าง ประเทศอเมริกา จะมีความอิสระ ไม่มีพิธีรีตอง อะไรมาก ทำให้ประเทศเขาเป็นประเทศที่เป็นเอกลักษณ์ของโลก ภาษา ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมได้รับเช่นกัน ทั้ง วจนภาษา และ อวจนภาษา ที่เรียนมา ผมมองวัฒนธรรมตอนนี้เป็นกลางหมดแล้ว ผมเคารพทุกวัฒนธรรม รวมทั้งผู้คนที่ผมเคยไปเหมารวมด้วย(ยังไม่จบ) ผมได้ใช้ความรู้ ได้ใช้สมอง แบบที่ควรจะนำเสนอมาตั้งนานแล้ว เพราะผมไม่กล้าที่จะบอกให้ใครรู้กับสิ่งที่ผมคิด กลัวว่าคนจะไม่ฟังและหาว่างี่เง่า แต่ในท้ายสุดมันก็ไม่เป็นอย่างนั้นไปซะหมด เพื่อนๆก็รับฟังความคิดผม แม้จะมีค้านคั่นบ้าง แต่ก็ยังดีที่รับฟัง ผมก็ได้อะไรมากกว่าการเรียนด้วยนะ ผมได้ทั้งประสบการณ์จริง ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ อย่างงานกลุ่ม มันเหมือนเป็นการจำลองชีวิตของคน 3 คน ที่มีนิสัยต่าง ความคิดก็ต่างกัน มาอยู่ด้วยกัน แน่ๆละ ต้องมีทะเลาะกันบ้าง แต่ผมก็ได้เรียนรู้ถึงการเข้าหาคน ปรับหาเข้าหากัน ผมว่าตอนผมทำงานกลุ่ม มันก็เหมือนขาตั้งกล้อง ขาตั้งกล้องจะมีอยู่ 3 ขา ถ้าหากคนใดคนหนึ่งล้มลงไป กล้องก็จะล้มและถ่ายต่อไม่ได้ ผมยึดหลักกับการทำงานที่จะต้องไปด้วยกัน ไม่ว่าจะทำไม่ได้เราก็ต้องช่วยกัน ไม่ว่ายังไงก็ตาม ผมอาจจะบอกได้ว่า ผมได้ความหมายของการทำงานมากกว่าการเรียนซะอีก ก็อาจจะบอกอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ผมก็ชอบวิชานี้มาก วิชานี้ผมไม่เคยนึกมาก่อนว่า จะมีการสอนแบบนี้ เป็นวิชาที่ยากแก่การจะสอนคนไทย แต่ตัวอาจารย์ ก็สามารถสอนให้พวกเราเข้าใจ แม้บางครั้งมันยากมาก เห็นอาจารย์นอนดึกทุกครั้ง เพื่อทำ Power Point และ อ่านที่จะสอน เพื่อมาสอนพวกเรา อาจารย์คือคนที่อดทนและอึดมากครับ อาจารย์สุดยอดที่สุดแล้ว ! ผมจะนำสิ่งที่เรียนมาตลอด 15 สัปดาห์ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด โดยเฉพาะถ้าเกิดวันไหนได้ไปต่างประเทศขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่ผมได้เรียนไปมันคงจะมีสิ่งที่ผมได้รับจากวิชานี้บ้างละ ไม่มากก็น้อย

นาย จุลทิพ สัชฌุกร 5004102009

HM322 | What I’ve got in 15 weeks ?

แค่เห็นจากชื่อวิชา (Cross Culture) ผมก็พอจะเดาได้แล้วครับว่า ไม่ใช่เรียนพวก Grammar จนทำให้ผมกลัวว่าท่าทางจะยาก แล้วมันก็ยากจริงๆครับ (ฮา) ก่อนที่จะได้เปิดเรียนอาจาร์ยก็ให้ทุกคนอ่านหนังสือมาก่อนล่วงหน้า พอผมเปิดหนังสือปุ๊บ…. ไอ๊หยา เยอะมาก.. จนผมอ่านไปได้นิดเดียวก็เป็นอันเลิกไป ก็ยอมรับครับว่าในบทแรกๆที่ผมเรียนนั้น ผมแทบจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่

ในเรื่องของวิธีการสอนครับ เป็นการสอนแบบสมัยใหม่ !!!! ยังไงน่ะหรอครับ Self Learning น่ะครับ ก็จะเป็นการที่เราศึกษามาเองก่อน แล้วอาจารย์จะมาสรุปให้อีกทีในห้อง งานนี้ใครไม่อ่านมาก็คงไม่รู้เรื่องล่ะครับ (ผมคนนึงหละ ฮ่าๆ) แล้วยังมีการ Brainstorm ที่สามารถช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างขึ้นมาก เพราะ เราจะได้รับรู้ความคิดของเพื่อนๆในห้องครับ

จากการที่เรียนไปเรียนมาผมพบว่า วิชานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ดีทีเดียวครับ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ วัฒนธรรมต่างๆ การใช้ชีวิตของคนต่างแดน ผมมาเห็นความสำคัญก็ตอนที่ได้ดู Joy Luck Club นี่แหละครับ พอผมได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผมสงสัยครับว่า ทำไมเขาเข้ากันไม่ได้ เช่น คนยุโรปเวลากินข้าวกับคนเอเซียเป็นต้น เรามีวัฒนธรรมการกินที่ต่างกันครับ คนเอเซียจะตักแบ่งกันกิน แต่คนยุโรปก็จะกินที่ main dish เลย ก็เลยทำให้เป็นจุดที่ขัดแย้งกันในเรื่องครับ

และวิชานี้ยังมีกิจกรรมให้ทำนอก Period อีกด้วย อย่างที่เห็นๆก็คือการที่จะต้องไป interview ชาวต่างชาติเพื่อที่จะถามคำถามต่างๆ โดยกลุ่มผม ปอ แต้ว กั้ง ก็ได้มอบหมายให้ทำเรื่อง Home Sweet Home ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านในฝัน เราก็เลยหาบ้านในฝันของคนในโซนต่างๆครับ ซึ่งเราก็จะพบว่า คล้ายคลึงกันในบางเรื่อง และแตกต่างกันในบางเรื่อง ที่เหมือนกันก็จะเป็นความสะดวกสบาย และ ที่ต่างกันก็คือ การอยู่อาศัย และที่ตั้งของบ้านครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมจะชอบเรื่องการเรียนของตอนท้ายๆเทอมครับ ผมรู้สึกว่าช่วงนั้นผมค่อนข้างจะตั้งใจเรียนมากเลยล่ะ ด้วยความที่กลัวจะสอบไม่ได้ กลัวจะไม่รู้เรื่องมันเลยทำให้ผมต้องตั้งใจมากขึ้นครับ โดยเนื้อหาในบทหลังๆ ก็สลับกันครับ ทั้งเรื่องง่าย และเรื่องยาก แต่ที่ผมสนใจก็คือเรื่องของ Culture Shock ครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราอาจจะพบเห็นทุกวัน ถ้าเราพบเจอคนต่างชาติบ่อยๆนะครับ เช่น คนทางฝั่งยุโรป หรือ อเมริกา มาเห็นเด็ก 4 ขวบ นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซด์ เขาก็สุดช๊อกแล้วครับ OH MY GOD !!! ผมว่าเรื่องพวกนี้มันเกี่ยวกับประสบการณ์ครับ ว่าเราเจออะไรมามากน้อยแค่ไหน

จากรวมๆทั้งหมดแล้ว เมื่อผมได้เรียนครบทุกอย่างที่อาจารย์สอน มันก็ทำให้ผมคิดได้ว่า ผมต้องมองอะไรกว้างๆ เปิดใจบ้าง หรือว่า ยอมรับในสิ่งต่างๆ ในวัฒนธรรมนั้นๆ ซึ่งความรู้ที่ผมได้เรียนจากอาจาร์ยมานั้นมีประโยชน์มากเลยล่ะครับ โดยส่วนตัวแล้ว ผมจะ นั่งแชท กับคนต่างชาติทุกวันอยู่แล้ว พอผมได้เรียนวิชานี้ก็ทำให้วางตัวกับคนเหล่านั้นได้ดีขึ้น หรืออาจจะปล่อยมุขบางมุขแบบไม่กลัวก็ได้ล่ะมั้งครับ (ฮา) และถ้าใครมาบอกว่า วิชานี้แค่เรียนผ่านๆไปล่ะก็ คิดผิดเลยล่ะครับ วิชานี้จะเป็นหนึ่งวิชาที่พาผมไปยังอนาคตได้เลยล่ะ

Chutchapol Pitrachart 5004102007

สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้จาก วิชา Language and Cross Cultural Communication

การได้เรียนวิชานี้ถือเป็นการได้รับและสะสมประสบการณ์ต่างๆจากทั่วโลก การเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่จากหลากหลายประเทศผ่านทางวิชานี้ ถึงแม้จะไม่มีโอกาสไปสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศอื่นจริงๆ แต่การเรียนในครั้งนี้ทำให้นึกภาพออกว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมแบบใด มีมุมมอง ทัศนคติต่างกันอย่างไร ในสัปดาห์แรกๆได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของ

A fluent fool หมายถึงคนที่เก่งทักษะภาษาทุกด้านแต่กลับไม่รู้จักวิธีการปฏิบัติตัวให้ถูกวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ ถือเป็นการเปิดหัวข้อการศึกษาที่น่าสนใจทำให้รู้ว่าการจะเป็นผู้รู้จริงๆใช่ว่าเก่งแต่ภาษาแล้วจะช่วยได้ หากเราไม่รู้มีการเรียนรู้เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนในวัฒนธรรมอื่นเราก็คล้ายกับคนโง่ไม่รู้ภาษานั่นเอง ในบางครั้งเราอาจจะแสดงกิริยาหยาบคายออกมาโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ในวัฒนธรรมของเราเองจะถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่ในวัฒนธรรมอื่นอาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็เป็นได้ เพราะคนเราต่างมีมุมมอง ทัศนคติ และความเชื่อต่างกัน

ต่อมาก็ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง เรื่อง Field of experience กรอบประสบการณ์ร่วมกันการที่กรอบประสบการณ์ร่วมกันมากยิ่งทำให้การสื่อสารเป็นไปได้ง่ายเข้าใจกันมากขึ้นในเรื่องนี้ก็จะช่วยให้การสื่อสารกับชาวต่างชาติต่างภาษาง่ายขึ้นเนื่องจากเรามีมุมมองหรือเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาเหมือนกันก็จะเข้าใจเวลาสื่อสารกันมากขึ้น ในเรื่อง Individualism, Collectivism, Face saving, High-Low context culture ทุกๆเรื่องล้วนมีความสำคัญและเป็นส่วนประกอบของวัฒนธรรมต่างๆ ในแต่ละหัวข้อนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี สามารถบ่งบอกถึงความเป็นวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกได้คือตะวันตกจะเป็นพวก Individualism, Low context culture, Low uncertainty avoidance, Assertiveness, Guilt culture ส่วนประกอบเหล่านี้คือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นชาติตะวันตก ในเรื่องของการเอาตัวเองเป็นหลักไม่ต้องรักษาภาพพจน์ของครอบครัวทำอะไรก็รับผิดเองคนเดียว ไม่ยึดติดกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากนักทำอะไรสบายๆไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย ชอบใช้ชีวิตโลดโผนรักการผจญภัยชอบความท้าทายตื่นเต้น คนเหล่านี้จะหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนต่ำ มีความเด็ดขาดชัดเจนค่อนข้างมั่นใจในตัวเองทำอะไรคนเดียวไม่จำเป็นต้องมีพวกพ้อง พูดจาตรงไปตรงมาจริงใจเพราะไม่ค่อยคำนึงถึงอะไรรอบๆตัวนึกอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาเลย ละอายต่อการทำความผิดถึงจะไม่ได้ทำแต่ก็รู้สึกแย่ที่ถูกกล่าวหาและจะต่อสู้เพื่อให้พ้นความผิดที่ไม่ได้ทำ ส่วนทางด้านตะวันออกพวกคนเอเชียรวมไปถึงพวกอเมริกาใต้บางส่วนจะมีวัฒนธรรมที่คล้ายกันมีส่วนประกอบคือ Collectivism, High context culture, High uncertainty avoidance, Interpersonal Harmony, Shame culture จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่กันเป็นกลุ่มทำอะไรก็ทำด้วยกันไม่มั่นใจในตัวเองต้องมีเพื่อนไว้คอยให้คำปรึกษา เวลาทำอะไรผิดก็จะถูกเหมารวมทั้งครอบครัวสร้างความเสื่อมเสียทำให้ครอบครัวอาย ดังนั้นการเลี้ยงดูลูกจึงค่อนข้างจำกัดทางเลือกและคอยชี้คอยนำทางให้เสมอไม่ปล่อยให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองเนื่องจากกลัวความผิดพลาดจะทำให้ครอบครัวขายหน้าไปด้วย คนเหล่านี้จะามผิดพลาดำอะไรต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมเพรากกลงมีเพื่อนไว้คอยเลี่ยงความไม่แน่นอนสูงจะทำอะไรต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมเพราะกลัวความผิดพลาด มีการคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างมากโดยจะไม่พูดออกมาตรงๆแต่จะใช้การแสดงท่าทางเพื่อบอกความนัย เป็นสังคมที่ใช้มาตรฐานความละอายใจเป็นหลักถ้าไม่รู้สึกละอายใจก็จะทำโดยไม่สนกฎระเบียบที่บอกว่าการกระทำเช่นนี้ผิด เพราะถึงผิดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายจึงไม่กลัวที่จะทำ

Value คือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแล้วแต่สังคมนั้นๆ ว่าจะรับเอาค่านิยมอะไรใหม่ๆเข้ามา ค่านิยมไม่มีอะไรตายตัวหรือแน่นอน แต่สามารถประยุกต์เข้ากับค่านิยมใหม่ๆได้ หรืออาจจะสูญหายไปตามกาลเวลาแล้วแต่สภาพแวดล้อมของสังคม ความต่างของวัฒนธรรมย่อมทำให้ค่านิยมต่างไปด้วยแต่ก็ใช่ว่าเราจะรับเอาค่านิยมจากวัฒนธรรมอื่นมาใช้กับวัฒนธรรมของเราไม่ได้ เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กันได้แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเป็นที่นิยมหรือยอมรับของคนในสังคมหรือไม่ เช่นการที่เราแต่งตัวเลียนแบบฝรั่งฮิตใส่กางเกงเอวต่ำเห็นขอบกางเกงในเพราะคิดว่ากะลังเป็นที่นิยมเลยลองบ้าง แต่ผู้ใหญ่กลับเห็นว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมเพราะดูโป๊เกินงาม การที่เราจะรับเอาค่านิยมจากที่ต่างๆมาควรดูสภาพแวดล้อมในสังคมของเราด้วยก็จะดี

ในสัปดาห์ต่อๆมาก็มีการทำรายงานโดยการให้ได้ลองสร้างประเทศของตัวเองขึ้นมาหนึ่งประเทศและให้ลองเลือกวัฒนธรรมความเป็นอยู่โดยการยึดภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นหลักก่อน เช่นถ้าอยู่บนเขาควรจะมีประเพณีมีวัฒนธรรมการใช้ภาษาอย่างไรจึงจะเหมาะสม หรือถ้าอยู่ติดกับทะเลจะมีอุตสาหกรรมอะไรที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆ เป็นต้น เป็นการทำรายงานที่ค่อนข้างกดดันเนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวน้อยแต่ก็รู้สึกสนุกที่ได้ค้นหาข้อมูลวัฒนธรรม ประเพณีจากประเทศต่างๆเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศในฝันที่เราตั้งขึ้นมาเอง เมื่อได้เรียนรู้การสร้างวัฒนธรรมด้วยตัวเองแล้วต่อมาก็จะเข้าสู่การเรียนรู้หน้าที่ต่างๆของภาษา ในเรื่องนี้ก็จะสนุกมากเพราะได้เรียนรู้ประเภทต่างๆของภาษาโดยเฉพาะพวกศัพท์แสลงและภาษาของพวกผิวสีจะรู้สึกน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะไม่ต้องเน้นGrammarนั่นเอง หน้าที่ของภาษามีทั้งภาษาที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรงๆ ภาษาที่ใช้เรียกเครือญาติ ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยสื่อสารสิ่งที่คิดเพื่อบอกให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าเราต้องการอะไร

Culture and the Use of Language มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ

· Directness เป็นการสื่อออกมาโดยตรงว่าต้องการอะไร พูดออกมาอย่างชัดเจนมีความจริงใจ คนอเมริกันจะเน้นการใช้พวกคำสั้นๆกระชับ เข้าใจง่ายไม่ใช้คำฟุ่มเฟือยมาก จึงทำให้เกิดภาษาใหม่ๆที่เรียกกันว่า ศัพท์แสลง เป็นคำที่พลิกแพลงมาจากศัพท์หรือประโยคยาวๆเพื่อให้กระชับขึ้นรวดเร็วในการพูด แต่คนเม็กซิกันจะชอบพูดอ้อมๆเพราะเคารพและให้เกียรติในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ถ้าไม่สนิทกันก็จะไม่แสดงความเห็นออกมาตรงๆ

· Social Relationships เป็นการใช้ภาษาเพื่อแสดงความสำคัญของชนชั้นในสังคม ที่มีความแตกต่างกันในหน้าที่ ฐานะ ในประเทศญี่ปุ่นจะมีการแบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายภาษาที่ใช้จะมีความต่างกัน ส่วนใหญ่ในสังคมเอเชียจะคล้ายๆกันตรงที่มีการแบ่งชนชั้น อย่างในประเทศไทยจะมีการใช้ภาษาในการพูดกับกษัตริย์ต่างจากคนธรรมดา พูดกับพ่อแม่ก็จะต่างจากพูดกับเพื่อน เป็นต้น

· Emotive Expression ภาษาสื่ออารมณ์ หมายถึงคำที่พูดออกมาอาจจะเป็นคำสั้นๆ หรือเป็นคำเสียดสีประชดประชัน มีความหมายแฝงอยู่ในตัว การใช้น้ำเสียงก็สามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกได้เช่นกัน เช่น โอ๊ย เธอนี่มันสวยจริงๆเลย ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการพูดเสียดสีซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้สวยอย่างที่พูด ถือเป็นการภาษาที่สื่ออารมณ์ความอิจฉา หรือรู้สึกรำคาญคนๆนั้น อีกตัวอย่างเช่น คำว่าไม่เป็นไรหรอก สามารถสื่อความหมายได้มากมาย อาจจะแสดงอาการประชด น้อยใจ คำๆเดียวก็สามารถบ่งบอกอารมณ์ได้

· Enjoyment of Language การสนุกกับการเลือกใช้ภาษา รู้สึกอยากนำภาษามาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย ชื่นชอบภาษาที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เช่นพวกที่ชอบแชทผ่านอินเตอร์เน็ตจะรู้สึกสนุกที่จะใช้ภาษาแปลก สั้นกระชับ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าภาษาอินเตอร์เน็ต โดยทั่วไปแล้วพวกวัยรุ่นสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็จะสรรหาคำใหม่ๆมาใช้เพราะรู้สึกสนุกที่ได้ดัดแปลงคำพูดให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

ภาษาทุกภาษามีเสน่ห์อยู่ในตัวถึงแม้บางวัฒนธรรมจะมีภาษาที่ฟังดูตลก แปลก แต่เราก็ไม่ควรที่จะไปหัวเราะเยาะเขา เพราะดูเหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติกัน เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมหรือประเพณี ค่านิยมต่างๆในแต่ละท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา เราก็ไม่มีสิทธ์ไปตัดสินว่าถูกหรือผิด เพราะคนเราเกิดมาต่างเชื่อชาติ ต่างศาสนา ต่างที่ต่างถิ่น ก็ย่อมที่จะคิดต่างกัน มองต่างกันเป็นเรื่องปกติ เพราะสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลและเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความต่างทางวัฒนธรรมเพื่อความอยู่รอด และเพื่อความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน หากใครมาดูถูกภาษา วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเรา เราก็ย่อมไม่พอใจเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นควรนึกถึงใจเขาใจเรา

Problem of Translation Equivalence ปัญหาในการแปลเทียบเคียง

· Vocabulary or Lexical equivalence ปัญหาในการแปลเทียบเคียงคำศัพท์ในวัฒนธรรมไทยและในสังคมตะวันตก เนื่องจากความต่างทางวัฒนธรรมจึงทำให้ภาษา คำศัพท์ที่ใช้ต่างกันแม้จะมีการเทียบเคียงกันได้ แต่ก็คงไม่เหมือนกันซะทีเดียว

· Idiomatic and Slang equivalence เป็นการแปลเทียบเคียงศัพท์แสลง คำหนึ่งคำสามารถแปลได้หลากหลายความหมาย ก่อนจะเลือกใช้ควรดูเนื้อหาก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าควรเลือกใช้คำไหนจึงจะเหมาะสม

· Grammatical – Syntactical equivalence การแปลเทียบโครงสร้าง ในข้อนี้ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอคือ การแปลแบบยึดติดกับโครงสร้างของภาษาตัวเองมากเกินไปเช่นในภาษาไทยที่จะแปลเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่คนไทยจะยึดโครงสร้างของตนเป็นหลักเวลาแปลภาษาอังกฤษจึงทำให้แปลผิดรูปแบบประโยคเพราะในโครงสร้างภาษาอังกฤษจะแปลจากหลังมาหน้า ปัญหาอีกอย่างที่มักทำให้แปลผิดคือ countable nouns and uncountable nouns เพราะไม่สามารถแยกประเภทได้ถูกว่าอันไหนนับได้อันไหนนับไม่ได้ เจ้าของภาษาเท่านั้นจึงจะรู้ข้อนี้ดีที่สุด เหมือนกับที่คนไทยรู้จักการใช้ลักษณะนามเป็นอย่างดี

· Experiential - Culture equivalence นักแปลที่ดีจะต้องรู้จักสะสมประสบการณ์เพื่อที่จะได้มีความรู้กว้างขว้างในการแปล ปัญหาที่สำคัญในข้อนี้คือการขาดประสบการณ์เมื่อไม่มีประสบการณ์ร่วมในการแปลสิ่งนั้นๆก็จะทำให้การแปลสะดุดเพราะไม่รู้จะแปลอย่างไรให้ตรงประเด็น การให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมในประเทศต่างๆจะช่วยทำให้งานแปลลื่นไหล เพราะเราเข้าใจในวัฒนธรรมนั้น

· Conceptual equivalence กรอบมุมมองหรือความคิดที่ต่างกันย่อมทำให้การแปลเกิดปัญหา จึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนจะแปล emic คือวัฒนธรรมที่ต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆไม่ค่อยมีใครเหมือน วัฒนธรรมเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นที่ไม่ได้มีในทุกๆประเทศ etic คือวัฒนธรรมสากลที่คล้ายกันทั่วโลก เช่น เทศกาลปีใหม่ คริสมาสต์ วันวาเลนไทน์ เป็นต้น

เรื่องที่สำคัญต่อมาคือเรื่อง Working with a Translator เป็นเรื่องที่นักแปลจะต้องมีทักษะด้าน culture ต้องศึกษาวัฒนธรรมให้ลึกซึ้งเวลาแปลก็จะเข้าถึงเนื้อหาได้ aware context การที่เรารู้จักสังเกตจะทำให้เรามีความรู้และสามารถแปลงานได้อย่างถูกต้อง audience ต้องรู้กลุ่มเป้าหมายจะได้เลือกภาษาให้เหมาะ และแปลให้คนกลุ่มนั้นเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง style ลีลาของภาษา นักแปลต้องสังเกตลักษณะของภาษาทั้งต้นทางและปลายทางเป็นให้ดีเพื่อป้องกันการแปลพลาด tone สังเกตน้ำเสียง โดยการลองฟังแล้วจับใจความว่าในน้ำเสียงนั้นต้องการสื่ออะไร purpose of the speaker เราต้องรู้ถึงจุดประสงค์ของผู้พูดหรือผู้เขียน body posture สังเกตท่าทางการแสดงออก gestures มือไม้ท่าทางที่ผู้พูดแสดงออก สื่ออะไรผู้แปลต้องสังเกตให้ดีเพื่อช่วยให้เข้าใจสิ่งที่ผู้พูดต้องการสื่อ การจะเป็นนักแปลที่ดีควรจะศึกษาวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น สังคมการเมือง คำศัพท์ ประวัติความเป็นมาเพื่อที่จะแปลได้ไหลลื่นและสามารถผลิตคำออกมาได้เหมาะสมกับบริบทที่จะแปล ต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวหรือหาความรู้เพิ่มอยู่เสมอจะได้ไม่ตกยุค เพราะค่านิยมในสังคมทุกท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนักแปลจึงไม่ควรย่ำอยู่กับที่ควรแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้ตามทันโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สัปดาห์ต่อมาก็ได้เรียนรู้การฝึกใช้ทักษะ Non verbal communication โดยการดูหนังที่ใช้ภาษาเปอร์เซียนซึ่งเป็นภาษาที่เราไม่เคยรู้จักและดูโดยไม่เปิด subtitle ทำให้ยากต่อการจะเข้าใจสิ่งที่ตัวละครต้องการสื่อต้องดูโดยการเดาจากภาพรวมว่าเราเห็นอะไรบ้างในหนัง แต่การดูแบบนี้จะทำให้เราเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้นรู้จักใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่บางทีเราอาจมองข้ามไป

สัปดาห์สุดท้ายเป็นการทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษาวัฒนธรรมของชาติอื่นๆโดยการตั้งสมมุติฐานก่อนว่าชาวตะวันออกกับชาวตะวันตกมีวัฒนธรรมต่างกันอย่างไรและเมื่อได้ศึกษาแล้วได้ความรู้อะไรบ้าง เป็นการทำงานที่สนุกมากๆทำให้ได้ใกล้ชิดกับเพื่อนมากขึ้นและได้มีโอกาสสัมภาษณ์ชาวต่างชาติชอบมากค่ะขอบคุณอาจารย์ที่ให้ทำรายงานชิ้นนี้ <555> บทเรียนนอกห้องนี้มีประสบการณ์และอุปสรรคเป็นผู้สอนให้รู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รู้จักการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับผู้อื่นโดยเฉพาะคนต่างภาษา การเรียนรู้วิชานี้ช่วยสอนอะไรต่างๆมากมาย ช่วยเปิดประตูสู่การเตรียมพร้อมที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับคนต่างเชื้อชาติต่างภาษาได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้จักการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเวลาต้องไปเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเมื่ออยู่ต่างที่ต่างถิ่น เพราะในบางทีการที่ไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลยอาจจะทำให้เราทำอะไรที่ถือเป็นการดูถูกหรือหยาบคายสำหรับวัฒนธรรมนั้นๆได้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากเพราะอาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก ซึ่งบางทีเราอาจจะทำไปโดยไม่ตั้งใจเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่อีกฝ่ายกลับเสียความรู้สึกไปแล้ว วิชานี้ให้รู้จักสังเกตถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมของคนต่างถิ่นแต่ถ้าเรารู้จักสังเกตเราก็จะสามารถทำตัวกลมกลืนได้อย่างง่ายดาย ต้องขอบคุณอาจารย์ไกด์ที่สอนวิชาดีๆแบบนี้เพราะเราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ หลังจากได้เรียนวิชานี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น ถึงจะเรียนหนักบ้างแต่ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้เรียนค่ะ วิชานี้เปรียบเหมือนกับ วิชาเปิดโลกกว้าง ที่สอนให้เห็นแง่มุมต่างๆจากหลากหลายวัฒนธรรม การที่คนเรามีวัฒนธรรมที่ต่างกันไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปตัดสินเค้าว่าไม่ดีตั้งแต่ต้น อย่าไปคิดเหมารวมจากภาพที่เห็นเพราะสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป ในแต่ละวัฒนธรรมจะต้องมีที่มาที่ไปว่าทำไมเค้าถึงคิดแบบนั้นเชื่อแบบนั้น ดังนั้นทุกๆวัฒนธรรมจะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป อย่ามองเพียงเปลือกนอก ควรมองให้ลึกแล้วเราจะเข้าใจ

ภิญญาพัชร์ ลีลาจิรพัฒน์

5004102010

สิ่งที่ได้รับจากวิชา การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม (HM322)

สิ่งที่ได้รับจากวิชานี้จากที่ได้เรียนไปทั้งเทอมมีหลายอย่าง แรกคิดว่าจะเกี่ยวกับการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่พอมาได้เรียนเข้าไปในห้องเรียนมันมีมากกว่านั้น ยังจำเป็นที่ต้องรู้วัฒนธรรมของภาษาที่เราจะทำการแปลออกมาเป็นภาษาที่เราต้องการอีกด้วย สิ่งนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการแปลอื่นๆ ได้อีกและยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานที่เราจะทำ หรือแม้กระทั่งการสื่อสารพูดคุยกับชาวต่างชาติอีกด้วย เพื่อที่เราจะได้ทำอะไรไม่ขายหน้ามากนักหรือเข้าใจในวัฒนธรรมของอีกฝ่าย และยังทำให้รู้อีกว่านอกจากภาษาที่เราพูดคุย อ่าน หรือเขียน กัน ยังมีภาษาทางร่างกาย (Nonverbal Communication) ซึ่งไม่ใช่ภาษาพูดแต่การกระทำยังสามารถสื่อความหมายได้

นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับความคิดและการกระทำซึ่งมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละประเทศจะมีความคิดและการกระทำไม่เหมือนกัน ซึ่งการกระทำต่างๆ บางครั้งก็ส่งผลให้เกิดกิจกรรม และการงานต่างๆที่ไม่เหมือนกัน ก็เหมือนกับการทำธุรกิจซึ่งจะทีความเสี่ยงต่างๆ บางคนจะหลีกเลี่ยงมันถ้าเป็นไปได้ หรือ การดูแลและความเอาใจใส่ของแต่ละที่ก็จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าเค้าเน้นทางด้านไหน แม้กระทั้งระยะห่างระหว่างบุคคลในองค์กร ก็ต้องดูว่าเราอยู่ที่ใด ซึ่ง Power Distance จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเทศด้วย นอกจากนี้ความเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นอย่างไร มีทั้งดีและชั่ว หรือดีอย่างเดียวก็เป็นมุมมองที่ต่างกันออกไปของแต่ละพื้นที่ หรือศาสนาที่เรานับถือ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน หรือประเทศว่าเขาสอนมาอย่างไร การให้ความสำคัญเกี่ยวกับเวลาก็ยังมีผลในแง่ความคิดว่าเขาให้ความสำคัญกับเวลามากน้อยเพียงให้ ซึ่งจุดนี้ก็สามารถเป็นจุดที่ทำให้เกิดความประทับใจครั้งแรกที่ให้เจอก็เป็นไปได้ ถ้าเราไปสายแต่การนัดพบ หรือการนัด ในครั้งแรกมุมมองของคนที่เราพบอาจจะรู้สึกไม่ดีก็เป็นไปถ้าเราไปสายและยังทำอะไรไม่เป็นเรื่อง ซึ่งในจุดนี้บางคนรับได้กับการมาสายแต่บางคน รับไม่ได้เราก็ต้องดูด้วย

แม้กระทั่งการพูดของในแต่ละวัฒนธรรมก็ยังมีความแตกต่างบางวัฒนธรรมจะไม่ต้องการ การตีความนั้นๆกล่าวคือ แค่พูดก็สื่อความตรงๆตามความหมาย แต่บางวัฒนธรรมจะมีความหมายแฝงหรือนัยที่เราต้องตีความออกมาก่อนซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจก็อาจจะมีการสื่อความหมายผิดไปทำให้เกิดความไม่เข้าใจได้ คล้ายๆ กับการมีพิธีต่างๆ ซึ่งอย่างเช่นการชนชาในญี่ปุ่นจะมีพิธีกรรม ต่างๆมากมายซึ่งเราอาจจะไม่เข้าใจได้แม้กระทั่งการแต่งตัวของแต่ละวัฒนธรรมยังสื่อออกมาได้แตกต่างกันไปถ้าเป็น High context การแต่งตัวยังจะเป็นการบอกชนชั้น หรือฐานะ ได้อีกด้วย หรือแม้กระทั่งการแต่งตัวเพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆ

และสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ในการแปลก็คงไม่พ้นการเข้าใจทางภาษาและวัฒนธรรมนั้นๆก่อนที่จะทำการแปลออกมาซึ่งคำบางคำอาจจะไม่มีในภาษาเราแต่เราต้องใช้การอธิบายออกมาแทน อีกทั้งการที่เราได้รู้ว่าเราไม่สามารถที่จะแปลออกมาเพื่อให้สื่อความให้อิ่ม หรือได้ใจความของภาษาต้นแบบนั้น คือไม่มีภาษาไหนจะสามารถเทียบเคียงต้นฉบับได้อย่างมากก็ได้แค่ใกล้เคียง นอกจากนี้มุมมองของการให้ความสำคัญก็จะแตกต่างกันไปของแต่ละวัฒนธรรมขึ้นอยู่กับสถานที่และประวัติศาสตร์นั้นๆ ว่าความเป็นมาของเค้าเป็นอย่างไร การใช้ภาษาออกมาเพื่อจะสื่ออารมณ์ต่างๆ การคิดการใช้คำก็มีความที่ตากต่าง และยังมี คำแสลง หรือคำที่เจ้าของภาษาเท่านั้นที่จะเข้าใจบางครั้งเราคงได้เจอคำพวกนี้บ้างแหละ ก็คงต้องถามเจ้าของภาษาหรือไปสืบค้นมาให้ดีก่อนที่จะแปลคำหรือวลี พวกนี้ออกมา สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้วิชานี้

นส.ชญานิษฐ์ ชินประยูร 5004102005

What I have learned in 15 weeks in HM322 class?

ตลอดระยะเวลา 15 สัปดาห์ที่ผ่านมากับการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม (Language and Cross-Cultural Communication) ถือเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากที่จะได้เรียนรู้ในส่วนของเนื้อหา สาระและนั้น การนำเนื้อหาที่ได้เรียนไปประยุกต์ใช้ รวมถึงได้เรียนรู้นิสัย หรือพฤติกรรมของคนต่างวัฒนธรรม ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยให้ได้เข้าใจในหลายสิ่งๆหลายๆอย่างให้ได้ลึกซึ้งมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการทำงานหรือการไปในสังคมต่างๆในอนาคต ดังนั้น มาดูกันว่าตลอดระยะเวลา 15 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ได้เรียนรู้อะไรกันไปบ้าง

สัปดาห์ที่ 1 กับการเรียนในรายวิชานี้เป็นครั้งแรก (ในชีวิต) แค่คำว่า ภาษา ถ้าทั่วไปผิวเผินแล้วอาจจะหมายถึงแค่การพูดคุยธรรมดาทั่วไป แต่ตามจริงแล้วมันมีอะไรที่ลึกซึ้งมากไปกว่านั้น การที่คนเราจะพูดภาษาหรือจะสื่อสารอะไรกับเรานั้น เราต้องรู้ไปถึงความสำคัญของทั้งตัวภาษาและความหมายอย่างดี เป็นกระสะท้อนถึงวัฒนธรรมของแต่ละคน กล่าวคือทั้งภาษาและวัฒนธรรมมีความเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ เมื่อเราเรียนภาษาอะไรเราก็ควรเรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย ด้วยเหตุสำคัญนี้จึงทำให้เกิดภาษากลางของคนทั่วโลก (Lingua Franca) ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันนั่นก็คือภาษาอังกฤษนั่นเอง อาจจะกล่าวได้ว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาใดๆก็ตาม สามารถช่วยให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฒนธรรมของภาษาหรือเจ้าของภาษาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

สัปดาห์ที่ 2 กับเรื่องของสิ่งใกล้ตัว ที่ตัวเราเองนั้นผูกพันหรือมีคุณค่ากับจิตใจของเรา กับการเรียนรู้ความเป็นตัวตนของแต่ละคน จริงอยู่ที่สิ่งของบางอย่างที่หลายๆคนอาจจะมองว่าเป็นของธรรมดา ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรเป็นพิเศษ แต่ลึกๆแล้วของบางสิ่งกลับมีค่ามากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างเช่นกระดาษอวยพรวันเกิดแผ่นเล็กของกั้งที่พ่อแม่ได้เขียนไว้ให้ บางคนอาจจะนึกว่าเป็นแค่กระดาษธรรมดา แต่สำหรับกั้งแล้ว กระดาษแผ่นนั้นถือเป็นตัวแทนของพ่อกับแม่เลยก็ว่าได้ เป็นกระดาษที่เต็มไปด้วยความรักที่จริงใจที่สุดจากผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ (ซึ่งจับใจ) จะเห็นได้ว่าของบางสิ่งก็สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของแต่ละคนออกมาได้ แม้จะเป็นของคนละอย่างกัน แต่ต่างก็มีความหมายอันลึกซึ้งอยู่ในตัวเหมือนๆกัน

สัปดาห์ที่ 3 กับเรื่องของความสำคัญในเรื่องของการสื่อสาร ซึ่งการสื่อสารไม่ใช่แค่การทำหน้าที่แต่เพียงสื่อสารอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งการตอบสนองในการรับรู้ทั้งด้านความคิดและความรู้สึกของผู้ส่งสารและผู้รับสาร ทีระบบเป็นขั้นเป็นตอน มีองค์ประกอบต่างๆมากมายทั้งความเหมาะสมในเรื่องของสภาพแวดล้อมของการสื่อสาร สถานที่ วาระโอกาสต่างๆ เวลา จำนวนคน สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม รวมไปถึงปัจจัยต่างๆที่อาจจะทำให้การสื่อสารเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็น ทัศนะคติ ลักษณะทางกายภาพ การเข้าใจผิดทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จิตใต้สำนึกของแต่ละคน เพศหรือวัย ฯลฯ เหล่านี้ จึงทำให้เข้าใจถึงการสื่อสาร ว่ามีความสำคัญอย่างไร และยังเป็นการช่วยให้เกิดการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อการสื่อสารที่เหมาะสมอีกด้วย

สัปดาห์ที่ 4 กับเรื่องของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงกันได้ ไม่มีกฎที่ตายตัว อาจจะมีการปรับหรือผสมผสานกันไปได้ และที่สำคัญคือสามารถถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นได้ เช่นเทศกาลเชงเม้ง เป็นต้น วัฒนธรรมแบ่งได้ออกเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ วัฒนธรรมหลัก (Dominant Culture) คือสิ่งที่มีอยู่คู่กับสภาพทางสังคมของประเทศหรือทวีปนั้นๆมานาน เช่นการไหว้ของคนไทย กับวัฒนธรรมร่วม (Co-Culture) เช่น ในประเทศไทยที่มีคนไทยมากเชื้อสายทั้งเชื้อสาย จีน อินเดีย มอญ ฯลฯ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและเป็นที่ยอมรับกัน ทั้งในด้านของความคิดและวิถีการปฏิบัติต่อสังคมของวัฒนธรรมนั้นๆ ตามความเหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้น วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่คอยช่วยเตือนให้รู้ถึงวัฒนธรรมของแต่ละคน แต่ละชาติ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด

สัปดาห์ที่ 5 กับเรื่องของ“Perception” หรือการรับรู้หรือทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็นหรือกระทำ ซึ่งมีอยู่ 4 ส่วนสำคัญที่มีความสอดคล้องกันอยู่ตลอดคือ ความเชื่อ (Beliefs) ทัศนะคติ (Attitudes) การประเมินค่า (Values) และรูปแบบทางวัฒนธรรม (Cultural Patterns) การที่จะก่อให้เกิดองค์ประกอบเหล่านี้ขึ้นได้ ก็จะมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ สถานภาพ กลุ่มคน อาชีพ ลักษณะทางการเมือง และวัฒนธรรมร่วม ซึ่งถือเป็นวิถีแนวทางปฏิบัติของคนตามแต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรม

สัปดาห์ที่ 6 กับเรื่องของดินแดนแห่งเสรีภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความที่สหรัฐเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ แค่เพียงรัฐเดียวก็มีเนื้อที่ใหญ่กว่าประเทศไทยเสียอีก จึงทำให้มีการหลั่งไหลของคนจากแทบทุกมุมโลก ที่พากันมาบุกเบิกประเทศ ซึ่งในสมัยก่อนจะเรียกกันว่า “Melting Pot” หรือความหลากหลายทางวัฒนธรรมของคนแล้วหล่อหลอมรวมกันเป็นอเมริกา แต่ในปัจจุบันหลายๆสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งเวลา สภาพสังคม ความคิด และอื่นๆ ทำให้การเข้ามาอเมริกาของคนหลากหลายวัฒนธรรมได้นำเอาเอกลักษณ์หรือวัฒนธรรมนั้นๆมาด้วย เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของคนในชาตินั้นๆขึ้นมา เรียกกันว่า “Salad Bowl” เช่น คนจีนกับอาหารจีนในย่าน China Town เป็นต้น ซึ่งถือเป็นแนวความคิดในเรื่องของความเป็นตัวตน (Individualism) ซึ่งถือเป็นลักษณะทางสังคมอันโดดเด่นของคนอเมริกันที่มีการแสดงให้เห็น นี่เองจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมใครต่อใครถึงกล่าวกันว่าประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ความอิสรเสรี

สัปดาห์ที่ 7 กับเรื่องของระบบทางวัฒนธรรม กล่าวคือ มุมมองของแต่ละคนจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมี Beliefs Values และ Behavior เป็นตัวกำหนด โดยมีการแสดงออกทางการกระทำเพื่อก่อให้เกิดมุมมองต่างๆขึ้นมา ซึ่งจากแนวความคิดนี้เอง ทำให้เข้าใจถึงวัฒนธรรมของคนตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนจีนที่ยึดหลักตามแนวคิดของขงจื้อที่เน้นการเชื่อฟังในด้านปรัชญาตามหลัก เป็นคู่กันของสังคม ประกอบไปด้วย กษัตริย์และประชาชน (Emperor-Subject) พ่อแม่กับลูก (Parents-Children) ความเคารพผู้อาวุโส (Elder-Young) สามีกับภรรยา (Husband-Wife) และเพื่อนกับเพื่อน (Friend-Friend) นี่เองจึงทำให้เห็นความแตกต่างกันของทั้ง 2 วัฒนธรรม คือวัฒนธรรมตะวันตกจะเป็นแบบ “Low Context Culture” ที่เรียบง่าย เน้นการกระทำเป็นหลัก ผิดกับวัฒนธรรมตะวันออกที่เป็นแบบ “High Context Culture” ยึดระเบียบแบบแผนเอาไว้มาก ให้ความสำคัญกับทุกสิ่ง ดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่อง “The Joy Luck Club” ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างกันของคนจากทั้ง 2 วัฒนธรรม

สัปดาห์ที่ 8 กับเรื่องของการพูดคุยกันในเรื่องของสิ่งที่ได้เห็นจากภาพยนตร์เรื่อง “The joy Luck Club” ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างกันของ 2 วัฒนธรรม ทั้งการปฏิบัติตัวของคนจีนตามแนวความคิดของขงจื้อ การรับประทานอาหารที่แตกต่างกันวิธีการเลี้ยงลูก (Short and Long Term Orientation) รวมไปถึงอิทธิพลของผู้หญิงที่มีต่อสังคม (Woman Power) ซึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึง “Feminism” หรือสิทธิของผู้หญิงที่มีความเท่าเทียมกับผู้ชายมากน้อยเพียงใด

สัปดาห์ที่ 9 กับเรื่องของ “Shame and Guilt Culture” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจลักษณะนิสัยของคนได้เป็นอย่างดี “Shame Culture” คือฐานความคิดของคนที่รู้สึกละอายเมื่อกระทำความผิด เช่น หากสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ก็จะรู้สึกแค่เฉยๆ ไม่รู้สึกผิด ซึ่งตรงข้ามกับ “Guilt Culture” หรือฐานความคิดของคนที่รู้สึกผิด เมื่อกระทำความผิด ซึ่งหากสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบแล้วนั้น ก็จะรู้สึกผิดขึ้นมาทันที ซึ่งหากเปรียบเทียบให้ชัดเจน Shame Culture จะพบเห็นได้ว่า (โดยส่วนใหญ่) จะเหมือนลักษณะของคนตะวันออก ส่วน Guilt Culture นั้นจะพบเห็นได้ว่า (โดยส่วนใหญ่) จะเหมือนลักษณะของคนตะวันตก

สัปดาห์ที่ 10 กับเรื่องของลักษณะพื้นฐานของการสื่อสาร จะเห็นได้จากคนตะวันตกที่จะเป็นแบบ “Low Context” คือเรียบง่าย ไม่เป็นทางการ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ตรงกันข้ามกับคนตะวันออกที่จะเป็นแบบ “High Context” คือเป็นทางการ จะพูดอะไรต้องคิดมากๆ ต้องรักษาน้ำใจกัน (Face Saving) นอกจากนั้นแล้ว การที่จะเป็นนักสื่อสารที่ดีได้นั้นจะต้องรู้จักที่จะเคารพบุคคลที่มาจากต่างวัฒนธรรมอย่างที่ไม่มีอคติต่อกัน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ต้องเปิดรับในการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพราะในแต่ละวัฒนธรรมต่างก็มีคุณค่าอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือเรื่องของการผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ประเภททั้ง คนที่ติดอยู่กับอดีตที่ย่ำแย่ (Past-Negative) คนที่มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน (Present-Hedonistic) คนที่คิดอะไรเผื่ออนาคตเสมอ (Future) คนที่ยึดติดกับความสุขในอดีต (Past-Positive) และคนที่อยู่อย่างไร้ซึ่งความหวัง (Present-Fatalist)

สัปดาห์ที่ 11 กับเรื่องของคำและความหมาย (Words and Meaning) ภาษาทุกภาษา คำทุกคำ ล้วนแล้วแต่มีความหมายอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น และมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสื่อสารของมนุษย์ ภาษาสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ (Emotive Expression) ความคิด (Thinking) ใช้คำเพื่อบอกความจริง (Control of Reality) บอกลักษณะตัวบุคคล (Identity Expression) และยังเป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมของคน (Phatic Interaction) อีกด้วย

สัปดาห์ที่ 12 กับเรื่องของภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture) กล่าวคือทั้ง 2 สิ่งนี้จัดเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับนักแปลที่จะขาดไม่ได้ รู้แต่ภาษาเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้งานแปลออกมาไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ในการทำงานร่วมกับนักแปลหรือล่ามนั้น ตัวผู้ที่เป็นล่ามต้องมีความเข้าใจถึงเรื่องของภาษาและวัฒนธรรม ตัวของข้อความรวมไปถึงจุดประสงค์ของผู้ส่งสารที่ต้องการจะสื่อของงานนั้นๆอย่างถ่องแท้ เพื่อจะทำให้งานออกมามีคุณภาพและมีประโยชน์มากที่สุด

สัปดาห์ที่ 13 กับเรื่องของภาษาทางเลือก (Alternative Language) ทั้งประเภทของภาษาทางเลือกทั้ง Cant., Jargon, Argot, Slang หน้าที่ของภาษาทางเลือกที่เป็นทั้งการให้พลังแก่คนที่ไม่มีพลังในสังคม (Empowerment) การป้องกันตัวเอง (Self-Defense) และความปรองดอง ความสามัคคี ความกลมเกลียว (Solidarity and Cohesiveness) นอกจากนั้นแล้วยังมีในส่วนของAfrican American English Vernacular (AAEV) ซึ่งเป็นภาษาของคนผิวสี ที่สะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าของคนแอฟริกัน AAEV นั้นมีโครงสร้างที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษ

สัปดาห์ที่ 14 กับเรื่องของ “Non-verbal Communication” ในส่วนของภาษากาย (Body Language) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการใช้สายตา การใช้มือประกอบท่าทาง การยืน การแต่งกาย หรือแม้กระทั้งสีของเครื่องแต่งกาย เหล่านี้หากนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ก็จะช่วยเสริมในเรื่องของการสื่อสารได้เป็นอย่างดี

สัปดาห์ที่ 15 กับเรื่องของเนื้อหาในบทที่10 ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในเรื่องของ Non-verbal Communication ผ่าน Final Project ทั้งในเรื่องของการเลือกใช้คำแนะนำตัวของคนต่างวัฒนธรรม ลักษณะพฤติกรรมการสื่อสารของคนในวัฒนธรรมต่างๆ การเลือกหรือการหลีกเลี่ยงหัวข้อต่างๆในการสนทนาของบุคคลต่างวัฒนธรรม การให้ความสำคัญของการทำกิจกรรมและการใช้เวลาว่างในวันหยุดของคนต่างวัฒนธรรม การให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาและพื้นที่ส่วนตัวของคนจากประเทศที่พัฒนากับประเทศที่กำลังพัฒนา ความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนในวัฒนธรรมต่างๆ ความคิดเรื่องบ้านในฝันของผู้คนในแต่ละวัฒนธรรม การเหมารวมกับวัฒนธรรมนั้นๆจากคนที่ต่างวัฒนธรรม และประสบการณ์กับการรับมือเรื่อง “Culture Shock” ในวัฒนธรรมต่างๆ

จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ (เยอะจริงๆ) จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้ในรายวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม (Language and Cross-Culture Communication) ถือเป็นช่วงที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากที่จะได้เรียนรู้ในส่วนของเนื้อหา สาระและนั้น การนำเนื้อหาที่ได้เรียนไปประยุกต์ใช้ รวมถึงได้เรียนรู้นิสัย หรือพฤติกรรมของคนต่างวัฒนธรรม ประสบการณ์ในการทำงานทั้งที่ทำงานเดี่ยวและทำเป็นกลุ่ม การศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม การฝึกใช้ทักษะภาษาอังกฤษทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ช่วยให้ได้มีประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น เข้าใจบุคคลที่ต่างวัฒนธรรมกันได้อย่างละเอียด ลึกซึ่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

วิศธิภัทร รติโรจนากุล

5004102029

ถึงการเขียนครั้งนี้อาจารย์จะบอกว่ามันไม่ใช่Journal แต่ในความรู้สึกฉันมันก็เป็นเหมือนjournalฉบับหนึ่งเพียงแต่มันเป็นjournalฉบับใหญ่ หรือการjournalเทอม เพราะปรกติแล้วเราเขียนส่งเป็นครั้งๆ เป็นคาบไป แต่ครั้งนี้คือการเขียนรวบรวมทั้งหมดตั้งแต่ต้นเทอมถึงปลายเทอมนี้และในการเขียนคราวนี้ฉันอาจะไม่ได้เรียงเป็นบทๆเพราะฉันอาศัยว่าจำส่วนไหนได้ก็นำส่วนนั้นมาเขียนก่อนเพื่อที่จะได้ไม่ลืมในส่วนที่สำคัญที่จำได้ไม่ให้หายไป วิชานี้ต้องยอมรับว่าเป็นวิชาที่เปลี่ยนแนวคิดในการเรียน การแปลของฉันจริงๆ เพราะเมื่อก่อนนี้ฉันคิดเพียงแค่ว่าจะแปลอะไรแต่ละครั้งขอแค่รู้ศัพท์และเรียบเรียงให้ถูกต้องก็พอ แต่ความเป็นจริงแล้วมันยังต้องมีอรรถรสในการแปล ความอิ่มตัวของภาษา ของคำศัพท์มันทำให้ฉันได้มุมมองใหม่ๆ

ในวิชานี้ฉันได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยวัฒนธรรมหลัก(Dominant Culture) คือวัฒนธรรมที่เป็นที่ยอมรับที่เป็นวัฒนธรรมเอก และวัฒนธรรมร่วม(co-culture)คือวัฒนธรรมที่มาอยู่ในวัฒนธรรมหลัก เช่น วัฒนธรรมไหว้เจ้าของคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย และฉันยังจำภูเขาน้ำแข็งนั้นได้เพราะมันทำให้ฉันมีมุมมองที่จะมองบุคคลอื่นๆเปลี่ยนไป มันทำให้ฉันคิดได้ว่าการที่เราพบปะผู้คนยังมีส่วนลึกต่างๆที่เราไม่รู้มันจึงเป็นเรื่องสนุกที่เราจะได้เรียนรู้ถึงนิสัยของคนๆนั้นลึกลงไป บางครั้งสิ่งที่เขาสื่อออกมานั้นก็มีbackgroundที่ทำให้บุคคลนั้นๆมีลักษณะนั้นๆ ต่างกันออกไป นอกจากนั้นวัฒนธรรมยังมีความหลากหลายมากมายและยังแตกต่างกัน(Divers culture patterns)ที่มี ปัจเจกบุคคล(individualism)และการอิงกลุ่ม(collectivism)ซึ่งสังเกตได้ว่าวัฒนธรรมตะวันตกจะมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากกว่าวัฒนธรรมตะวันออกที่เน้นมาทางการอิงกลุ่มมากกว่า ทั้งนี้อาจจะมาจากการที่วัฒนธรรมฝั่งตะวันออกมีความเป็นHi-context cultureคือการอิงบริบท มีการตีความจากbody language หรือแม้แต่การแต่กายซะมากกว่าทางฝั่งวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งทางตะวันตกจะเป็นLow context cultureซะมากกว่า

เท่าที่ฉันจำได้คือตอนที่ได้ดูหนังเรื่องThe Joy Luck Clubในครั้งนั้นฉันต้องยอมรับเลยว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้การดูหนังครั้งต่อๆมาในชีวิตของฉันต่างออกไปจากเดิม เมื่อก่อนฉันดูหนังโดนที่ไม่ได้คิดอะไรดูแล้วผ่านๆไป แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้พร้อมกับเรียนวิชานี้ฉันได้แง่คิดอะไรมากมาย เช่น การเลี้ยงลูกแบบตะวันตกต่างจากแบบตะวันออก เพราะแบบตะวันตกจะเลี้ยงลูกแบบShort term Orientation แต่ตะวันออกจะเป็นแบบ Long – Term Orientation หรือ การเรียนรู้เกี่ยวกับลัทธิขงจื้อ (Confucianism) ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาศีลธรรม(Moral) และเน้นในการกระทำหรือวิถีปฏิบัติ (Norms) และการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์(Relationship)ทั้ง5แบบได้แก่ Emperor - Subject , Parents -Children , Elder – Young, Husband –Wifeและ Friend - Friend และลัทธิขงจื้อยังถือได้ว่าเป็นลัทธิที่สำคัญทางศาสนาในเอเชียอีกลัทธิหนึ่งเพราะเป็นลัทธิที่แพร่ขยายไปทั่วเอเชียรวมถึงประเทศไทยอีกด้วย และฉันก็ยังได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของคนจีน-อเมริกันคือคนจีนที่เกิดหรืออพยพไปอเมริกา และเนื่องด้วยวัฒนธรรมที่ต่างกันอย่างมากระหว่าวัฒนธรรมจีนและวัฒนธรรมอเมริกาจึงเกิด Culture Clash คือ การชนทางวัฒนธรรม เพราะด้วยความที่วัฒนธรรมต่างกันมากเมื่ออาศัยร่วมกันย่อมมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัด จนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เข้าใจกันได้

นอกจากนั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันจำได้ขึ้นใจคือเรื่อง Shame and Guilt culture ความแตกต่างระว่าง Guilt culture กับ Shame cultureต่างกันตรงที่ถ้าเป็นGuilt cultureถ้าเราทำผิดแต่คนอื่นไม่เห็นแต่ตัวเรายังรู้สึกผิดและละอาย Shame culture หรือวัฒนธรรมที่สนใจความรู้สึกคนอื่นมากกว่าตัวเอง ซึ่งตรงกับcollectivism หมายถึงการทำความผิดโดยอิงกุล่มเป็นการตัดสิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง เพราะทั้งสองอย่างนี้แล้วในความคิดของฉันเราสามารถมีทั้งสองอย่างได้ในคนๆเดียวได้ เราสามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมและสมควรตามกาลเทศะ และยังมีเรื่อง Low and high power distance หรือการรักษาระยะห่าง สถานภาพทางสังคม เช่นการคุยกับครูอาจารย์ การสนทนากับพระสงฆ์หรือเชื่อเพราะวงศ์ เพราะในวัฒนธรรมตะวันออกเรื่อง Low and high power distance เป็นเรื่องที่เด่นชัดมากในภาษาในแถบนี้เพราะภาษาเป็นตัวที่สามารถแบ่งชนชั้นได้ ซึ่งต่างกับสังคมวัฒนธรรมตะวันตก หรือแม้แต่ในภาษาอังกฤษที่เรียนมา นั้นอาจจะเป็นเพราะผลกระทบจากHigh and Low context culture ซึ่ง Low and High power distance มีความคล้ายคลึงกับเรื่อง Formality and Informalityและอีกเรื่องคือ Assertiveness หรือการยืนกราน มองตนเป็นหลัก เอาความต้องการของตนเป็นที่ตั้ง และ Interpersonal Harmony คือการมองความสัมพันธ์ในรูปแบบกลุ่มเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Uncertainty Avoidance ที่ประกอบด้วย High Uncertainty Avoidance คือวัฒนธรรมที่หลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน กลัวความเสี่ยงซึ่งจะตรงข้ามกับ Low Uncertainty Avoidance ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชอบการเสี่ยงไม่วางแผนล่วงหน้า อย่างที่คนอเมริกาชอบพูดเสมอว่า คนอเมริกันไม่มีแผน

เราได้เรียนรู้เรื่องForeign Language Translation ซึ่งถือว่าตรงกับสายการเรียนของเราที่ไม่วันใดก็วันหนึ่งจะต้องได้ใช้ ในหัวข้อนี้ประกอบไปด้วยปัญหาด้านการแปลและการเท่าเทียมกันทางภาษา(Problems of Translation and Equivalence) เพราะภาษาแต่ละภาษาไม่เท่าเทียมกันคำศัพท์1คำในหนึ่งภาษาเมื่อเทียบกับอีกหนึ่งภาษาแล้วไม่สามารถแปลออกมาได้อย่างเสมอภาคกัน และความเท่าเทียมกันทางคำศัพท์หรือภาษาท้องถิ่น(Vocabulary or lexical Equivalence) เพราะคำศัพท์บางคำที่เป็นภาษาถิ่นก็ไม่สามารถหาคำศัพท์ในภาษาอื่นมาเทียบเคียงได้ และยังมีเรื่องการแปล Idiomatic and slang Equivalence เป็นภาษาแสลงที่สร้างปัญหาในการแปลมามากมาย เพราะslangบางคำก็มีความหมายให้ตัวอยู่แล้วแต่พอนำมาเขียนใหม่ในบริบทใหม่ก็กลับกลายเป็นแสลง ส่วน เรื่องความเท่าเทียมกันทางการโครงสร้างและศึกษาโครงสร้างของประโยค(Grammatical-syntactical Equivalence)ก็เป็นปัญหาให้อีกเช่นกันเพราะต้องถือเป็นจุดด้อยของฉันในเรื่องโครงสร้างภาษาอังกฤษ(บ้างครั้งภาษาไทยก็มีบ้าง เช่นเรียงคำไม่ถูกต้อง) และ Experiential-cultural equivalence การมีประสบการณ์ทางวัฒนธรรมในการแปลภาษาเพราะบ้างครั้งบทความหนึ่งๆที่เกี่ยวกับภาษาจำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ของผู้แปลด้วย ส่วน conceptual Equivalence คือแนวคิดที่เท่าเทียมกันในการแปล เพราะบางแนวคิดก็เป็นเรื่องเฉพาะของวัฒนธรรม(Emic)และบางเรื่องก็เป็นแนวคิดที่เชื่อถือกันในหลายๆวัฒนธรรม(etic)ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากทีเดียว

และ Working with translator ที่จำเป็นจะต้องมีการแปลที่รวดเร็วและแม่นยำ และ improving translator ที่นักแปลจะต้องเคารพวัฒนธรรมความเป็นปัจเจกบุคคลและต้องศึกษาในเรื่อง 1 history of culture 2 social and political institutions 3 massage genre and accompanying vocabulary และ 4 the intentions of the sender and the translator และนอกจากนั้นยังมีการใช้ล่ามอย่างมีประสิทธิภาพ(Effective use of an interpreter) เพราะการเป็นล่ามนั้นมีการแปลแบบreal time หรือแปลสดๆจึงจำเป็นต้องเลือกล่ามที่มีประสิทธิภาพสูง

- selecting an interpreter การที่ล่ามจะแปลอะไรออกมานั้นต้องเป็นเพียงผู้แปลสารเท่านั้น มิได้มีหน้าที่ ที่จะคอยควบคุมสารนั้นๆ ต้องมีความรู้เฉพาะศึกษาสาขานั้นที่จะไปทำการแปลและต้องมีความมั่นใจในการแปลอีกด้วย และในต่อมาเราได้เรียนเรื่องความหลากหลายของภาษาในอเมริกา(Language Diversity In The United States) เพราะประเทศอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจและเป็นประเทศใหญ่ที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติ มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าไปในอเมริกาเพื่อการค้นหาชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่าย่อมมีการนำภาษาและวัฒนธรรมของตนเข้าไปด้วยนอกจากนั้นยังมีภาษาทางเลือก(Alternative Languages) ประเภทของภาษาทางเลือกนั้นสามารถยกตัวอย่างได้ ประกอบด้วยCant. หรือภาษาของชาวคุก (underworld co-culture) Jargon. หรือภาษาเฉพาะกลุ่ม คือภาษาที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ในกลุ่มของตน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก Argot. หรือภาษาของชนชั้นแรงงานมีลักษณะคล้ายๆกับJargon. Slang เป็นคำศัพท์ที่ไม่ได้เป็นศัพท์ปกติที่ใช้กันอยู่ทั่วไปตามความหมายตรงตัว แต่เป็นคำศัพท์ที่ไม่เป็นทางการ โดยทั่วไปอาจจะเกิดจากการสร้างศัพท์หรือสำนวนใหม่โดยการ เปลี่ยนคำ เปลี่ยนความหมาย ยังมีภาษาอีกภาษาหนึ่งที่ค่อนข้างเด่นชัดในความหลากหลายของภาษาในอเมริกา คือภาษาของคำผิวดำ(Ebonics) ซึ่งเป็นภาษาที่แตกต่างออกไปจากภาษาอังกฤษมาตรฐานเพราะเป็นภาษาที่ใช้สำหรับคนดำในมีลักษณะเป็นภาษาที่ไม่เป็นไปตามไวยากรณ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาษาอังกฤษอีกส่วนหนึ่งในภาษาอังกฤษ

และฉันยังจำได้ว่าอาจารย์ยังให้ดูภาพยนตร์อีกเรื่องคือ The day I become a women ซึ่งมีเนื้อหา3ตอนเกี่ยวกับเรื่องของหญิงสาว3คนในประเทศอิหร่าน โดยส่วนตัวฉันชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากเพราะ มีเนื้อหาที่สะท้องถึงความเท่าเทียม ถึงสิทธิสตรีมุสลิม ที่ทำออกมาได้ชัดเจนแม่จะไม่เข้าใจภาษาที่พูดเพราะครั้งนี้อาจารย์ให้เราเรียนรู้เรื่อง Non-verbal communication คือการสื่อสารโดยปราศจากคำพูดใดๆออกมา แต่จะแสดงออกทางท่าทางหรือองค์ประกอบอื่นๆมากมาย และมีกาเรียนรู้เรื่อง Body language เป็นการสื่อสารที่แสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความตั้งใจ ผ่านทางสีหน้า หรือผ่านทางการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นวิธีการสื่อสารชนิดหนึ่งที่สำคัญเพราะเป็นวิธีที่สามารถสื่อสารได้ทั่วโลก แม้กระทั่งคนที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมกันก็สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ สามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ แม้ไม่ได้เอยภาษาออกมา และเรื่อง P-Time และ M-Time ซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกสนานในการเรียนรู้พอสมควร

เมื่อพูดถึง Non-verbal communication ก็ต้องพูดถึง Verbal processes คือองค์ประกอบ,ตัวอักษร และกฎการใช้ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หาเพียงแต่ว่าจะต่างกันไปตามวัฒนธรรมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการใช้สนทนา และยังมีsyntax ซึ่งเป็นการศึกษาโครงสร้างของประโยค ผสมวลี อนุประโยคและประโยคซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งในการศึกษาภาษา การนำไปใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม และlexiconที่เป็นสิ่งในภาษาที่คนท้องถิ่นถึงจะเข้าใจ และเรื่องของคำและความหมาย(culture and meaning)ซึ่งกล่าวคือเรื่องของคำหนึ่งคำที่มีหลายหน้าที่ในตัวของมัน

นอกจากนั้นยังมีคาบที่อาจารย์ให้เพื่อนๆแต่ละกลุ่มออกไปรายงานเรื่องต่างๆที่ตนได้รับหมอบหมายไปกลุ่มของฉันได้เรื่อง Getting to know the people และ Choose or Avoided Topic.คือการทำความรู้จักผู้คน และหัวข้อที่สมควรเลือกหรือหลีกเหลี่ยงในการสนทนากับคนที่พึ่งทำความรู้จักซึ่งเป็นหัวข้อที่สนุกมาก และกลุ่มของเพื่อนเช่น กลุ่มของปานที่ออกมารายงานเรื่องculture shockคือเรื่องอากาศของคนที่กำลังปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ๆ และกลุ่มของฮัทเรื่อง stereotyping หรือการเหมารวมเป็นต้น และกลุ่มเพื่อนๆทุกคน

ในการเขียนเรื่อง “What I have learned” ฉันอาจจะเขียนออกมาได้ไม่ครบและไม่ได้เรียงตามบทต่างๆซึ่งต้องขอภัยจริงๆ เพราะฉันเขียนออกมาจากในหัวว่าจำเรื่องใดได้บ้าง วิชานี้เป็นวิชาหนึ่งที่ฉันประทับใจเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นมุมมองในการคิด เปลี่ยนมุมมองในการทำงาน มุมมองในสิ่งรอบตัว เป็นวิชาที่เปิดโลกทัศน์ของฉันในมองโลก มองคนที่ต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม ไม่เพียงแค่มองเท่านั้นแต่มองด้วยความเข้าใจ และในการสอบFinalนี้ฉันจะพยายามทำข้อสอบออกมาให้สุดความสามารถ จะพยายามให้ถึงที่สุด

What I have learned from HM322

สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากรายวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม

วิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมเปิดตาฉันให้มองเห็นและตระหนัก เปิดหูให้รับฟังไม่ใช่แค่ได้ยินเสียง เปิดความคิดให้กว้างขวางและสร้างสรรค์ เปิดใจฉันให้ยอมรับความแตกต่างและความงดงามของโลกใบนี้ เพราะการเรียนวิชานี้ไม่ใช่การเข้ามาเช็คชื่อ นั่งฟังการบรรยาย คุยกับเพื่อนทีเผลอ แอบวาดรูปในเศษกระดาษ ไม่ใช่วิชาที่ผู้เรียนจมอยู่กับทฤษฎีและปฏิบัติตนตามตำราจนกลายเป็นบุคคลที่รู้จำกัดแต่ในเนื้อหาที่ได้เรียน เมื่อเราเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เราได้สลัดสิ่งพันธนาการทั้งปวงทิ้ง ไม่ยอมปล่อยให้ชีวิตหยุดอยู่กับที่ รู้จักผสมผสานและประยุกต์ความรู้ที่มีเข้ากับความรู้ใหม่ที่เราได้รับ ขณะที่โลกยังคงเคลื่อนไหว เรากำลังก้าวทันโลก !

วันแรกของการเรียนวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม อาจารย์ได้กล่าวถึงเนื้อหาทั้งหมดที่เราต้องศึกษาและเริ่มเนื้อหาที่เข้มข้นทันที ถึงแม้จะมีเนื้อหาที่มากและหนักแต่ฉันก็มองว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย เป็นแบบทดสอบที่ยอดเยี่ยม เมื่ออาจารย์มอบโอกาสให้เราพัฒนาตนเอง เราก็ควรไขว่คว้าโอกาสดีๆนั้นไว้และพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์มักกล่าวกับพวกเราเสมอว่า

อาจารย์ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่องและต้องเรียนรู้จากพวกเราเหมือนกัน ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันเสมอ เราต่างเป็นผู้ให้และผู้รับอย่างเหมาะสม วิธีสอนของอาจารย์จึงเน้นการยกระดับกระบวนการคิด ให้โอกาสผู้เรียนคิดค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง คล้ายกับว่าเราทุกคนต่างมีจอบอยู่ในมือคนละหนึ่งเล่ม ถ้าเราไม่ใช้จอบขุดดิน วางทิ้งไว้เปล่าๆ ก็มีแต่จะขึ้นสนิมและทื่อจนใช้การไม่ได้ การใช้จอบขุดดินก็ไม่ใช่สักแต่ขุดให้ลึกลงไปอย่างไร้จุดหมาย ขุดเสร็จแล้วแปรดินไม่เป็น ถ้าเป็นเช่นนั้นปลูกผลผลิตใดก็คงไม่งอกเงย และคงจะเจริญเติบโตต่อไปมิได้ เช่นเดียวกับความคิดหากเรามีการพัฒนาระบบการคิดอย่างต่อเนื่องจะทำให้เราเป็นคนหัวก้าวหน้าที่มองการณ์ไกล มองอย่างเข้าใจและลึกซึ้ง สิ่งนี้จะมีประโยชน์ติดตัวเราและนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต อาจารย์ไม่สามารถสอนเราทุกๆอย่างได้ แต่อาจารย์สามารถสอนเราให้คิดได้ และนั่นมีความหมายที่สุด เหมือนดังคำกล่าวของพระราชวรมุนีว่า ถาทานใหปลาแกคนจน เขาจะมีปลากินเพียงวันเดียว ถาทานสอนวิธีการจับปลาใหแกเขา เขาจะมีปลากินตลอดชีวิต อาจารย์มีการนำเสนอที่หลากหลาย เป็นธรรมชาติ บรรยากาศการเรียนจึงผ่อนคลาย เต็มไปด้วยความน่าสนใจที่ตรึงเราให้กระตือรือร้นอยู่เสมอ มีสื่อหลายชนิดที่อาจารย์ได้คัดสรรมาให้ชม มีกิจกรรมเช่น การอภิปรายในห้องเรียนที่รวมความคิดของแต่ละคน ทำให้เรารู้จักแสดงออกในสิ่งที่ต้องการ มีอิสระในการตอบเต็มที่ ยอมรับความแตกต่างทางความคิดของบุคคลอื่น ในเรื่องที่เราไม่รู้ เราต้องยอมรับในความไม่รู้ของตนเองและอย่าอายที่จะบอกว่าเราไม่รู้ในสิ่งนั้น เราไม่ควรทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว หากสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ก็จะเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง ทุกสิ่งในการเรียนวิชานี้ล้วนแต่ทำให้ฉันสนุกสนานกับความอยากรู้อยากเห็นของตนเองและทำให้ฉันได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ถึงแม้ว่าจะมีเรียนแต่เช้าแล้วฉันจะนอนดึกหรือขี้เกียจสักเพียงใด ฉันก็ไม่ยอมให้สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลเหนือชีวิตของฉัน ฉันมักบอกตนเองเสมอว่า ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆทำ รู้จักสังเกตให้มากขึ้น ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ อดทนและที่สำคัญอย่าขี้เกียจ… เพราะฉันไม่อยากพลาดสิ่งดีๆที่ได้จากการเรียนแล้วมานั่งเสียดายทีหลัง ในการเขียนJournal ฉันมักจะเก็บเกี่ยวสิ่งที่นอกเหนือจากการเรียนมารวมอยู่ด้วยเสมอ การเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆกระตุ้นให้ฉันขยันขึ้น ฉันพยายามสรรหาทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ฉันมิใช่คนที่สนุกสนานไม่เป็น ความจริงแล้วฉันค่อนข้างจะผ่อนคลายและให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ่อยๆ แต่การให้รางวัลชีวิตของแต่ละคนนั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน สำหรับฉันนั่นคือการเดินเข้าร้านหนังสือ เลือกหนังสือที่ชอบสักเล่มมาอ่านเพื่อบันเทิงใจตัวเอง เลือกแผ่นดีวีดีภาพยนตร์หลากชนิด ทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี มาชม หรือแม้กระทั่งสรรหาเพลงแปลกๆ ที่มีเนื้อหาน่าถูกใจมาฟัง ฉันทราบดีว่าตนเองไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ ฉันเป็นคนเข้าใจอะไรยาก เรียนรู้ช้า ยังมีเรื่องหลายเรื่องที่ฉันไม่รู้และต้องเรียนรู้อีกมาก ฉันเป็นเป็ดตัวหนึ่ง ฉันยังว่ายน้ำไม่เก่งอย่างหงส์ ฉันยังบินไม่สูงเหมือนนก ฉันจึงต้องใช้เวลาในการหาทุน เสพข้อมูล ข่าวสารให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจใช้เวลามากแต่เราจะได้ความรู้ที่กว้างขึ้น หลายคนอาจจะคิดว่าสิ่งที่ฉันทำน่าเบื่อ ดูไม่น่าเรียกว่าการพักผ่อน แต่นี่คือสิ่งที่ฉันรัก ฉันจึงไม่รู้สึกเบื่อ ทุกครั้งที่ฉันลงมือเขียน ฉันไม่เคยนึกถึงผลคะแนนหรือเกรดใดๆทั้งสิ้น ฉันเขียนเพราะฉันอยากเขียน ฉัน”ใส่ใจ” ลงไปในงานทุกชิ้นที่ทำและต้องการให้มันสำเร็จ เราทุกคนต่างใช้ฝีมือตนเองในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น ทุ่มเทความรู้ความสามารถเต็มที่ อะไรที่ไม่มี เราก็ค้นหา อะไรที่เรามีอยู่ในตัวแล้ว ก็ดึงข้อมูลมาใช้ให้เป็น ใช้ให้เหมาะสมและคุ้มค่า ฉันได้พัฒนาวิธีการเขียนของตัวเอง ก่อนที่เราจะเขียนต้องผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์เพื่อที่จะเขียนออกมา ดังนั้นเมื่อเรามีวิธีการคิดใหม่ เราก็จะมีวิธีการเขียนที่หลากหลายมากขึ้น ฉันนำสิ่งต่างๆที่ได้พบเห็น สื่อนานาชนิดที่ได้เสพมาไว้ในงานเขียน เมื่อเราเขียนสิ่งทั้งหลายจะฝังเข้าไปในระบบความจำและกลายเป็นความจำระยะยาว(Long Term Memory) ที่เราไม่มีวันหลงลืมได้ง่ายๆ สำหรับฉันเกรดที่ดีจึงเป็นผลพลอยได้ ในขณะที่ความรู้ที่เราได้รับคือของจริง !

ในProject ชิ้นสุดท้ายมอบประสบการณ์ที่เราหาที่ไหนไมได้ เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน

ที่ได้เผชิญกับสถานการณ์จริง ชีวิตจริงๆที่ได้สัมผัสกับโลกกว้าง โลกไร้กรอบที่ปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และเราต้องรู้จักรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้น รู้ว่าสถานการณ์ใดต้องทำอย่างไร เมื่อเรารู้ในสิ่งที่เรียนกันมามากแล้ว (In-dept knowledge) เราต้องออกภาคสนามไปฝึกปฏิบัติในวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมจริงๆ เราต้องศึกษากันเยอะมากเป็นการเตรียมตัวเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนกทางวัฒนธรรม โดยเราต้องเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่มาจากต่างวัฒนธรรม เราต้องคำนึงถึงความต่างทางวัฒนธรรม หลีกเลี่ยงการประเมินค่าหรือการตัดสินเหมารวมผู้อื่น ต้องแยกให้ออกระหว่างอุปนิสัยส่วนตัวและเรื่องของวัฒนธรรม

เราต้องมองอย่างละเอียด ลึกซึ้ง มองให้เข้าใจความต่างนั้นและคิดว่าในความต่างมีคุณค่า หากเรายอมรับความต่างได้และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ รู้เรื่องวัฒนธรรม เราจะดำรงอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างไร้ปัญหาและเป็นนักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ อวจนภาษาหรือภาษากาย มีความสำคัญมากในการสื่อสาร การแสดงออกทางสีหน้า แววตา ท่าทาง เราควรระวังให้มากเพราะเราไม่สามารถทราบว่าอีกฝ่ายคิดหรือรู้สึกอย่างไรจากการกระทำของเรา จากProject ดังกล่าว ทำให้ฉันต้องปรับตัวเยอะ ฝึกตัวเองให้เป็นคนละเอียด ทำงานแบบเป็นขั้นตอน รู้จักการวางแผน จัดระบบ ตารางชีวิตตนเอง ให้ความสำคัญกับเวลา เลิกทำตัวเป็นดินพอกหางหมู เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามให้ตัวเองตอบ เพื่อรู้จักตัวเองให้มากขึ้นและรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร อย่าคิดว่าใครจะมาแตะต้องเราไม่ได้ ไม่เป็นคนใจแคบ รู้จักเงียบบ้าง เพื่อที่จะฟัง (SILENT à LISTEN) การเป็นผู้ฟังที่ดีที่ต้องให้ความสนใจต่อผู้พูด ไม่ใช่สักแต่ว่าได้ยินไปอย่างนั้น และต้องเชื่อมั่นในตัวเพื่อนของเราด้วย เมื่อเกิดความผิดพลาดต้องรู้จักให้กำลังใจกัน สำหรับฉันไม่มีใครเก่งหรือดีไปกว่าใคร เราแต่ละคนมีจุดเด่น จุดด้อย เอกลักษณ์ที่แตกต่าง จุดหมายปลายทางเราก็ไม่เหมือนกัน เส้นทางที่เราเลือก บางคนเดินซ้าย บางคนเดินขวา บางคนชอบทางลัด แต่เราก็มีจุดนัดพบสำหรับพักพิงใจและปรึกษาปัญหาพูดคุย หลายครั้งที่ฉันท้อก็ได้กำลังใจจากเพื่อน โดยเฉพาะรุจิรา เธอเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ฉันรักมากที่สุด เธอเป็นคนที่เก่งในวิชาชีวิต ประสบการณ์รอบข้างหล่อหลอมเธอให้เติบโต ฉันเรียนรู้จากเธอเยอะมากทีเดียว ฉันคิดว่าเธอเป็นคนที่ฉลาดและสร้างสรรค์มากๆ เธอมักจะคิดอะไรแปลกๆให้ฉันทึ่งอยู่ตลอดเวลาและเธอก็เป็นคนแรกที่ยื่นมือมาช่วยฉันเสมอเวลามีปัญหา ขอบคุณนะเพื่อน….กวิน เพื่อนของฉันอีกคนหนึ่งก็มีความเป็นผู้นำมากขึ้น สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว ฉันมองว่าเขาเป็นคนที่มีศักยภาพแต่ไม่รู้จักวิธีใช้ ดังนั้นอาจารย์จึงเป็นผู้จุดประกายให้เขา และในที่สุดเขาก็เปล่งประกายด้วยตัวเอง ทุกๆ ปัญหาหรืออุปสรรคที่เราเจอระหว่างทางการเรียน เราก็จดจำเอาไว้เป็นบทเรียน จดจำเพื่อแก้ไข ซ่อมแซม ไม่ใช่จดจำเพื่อตอกย้ำตัวเองหรือเดินหนี สำหรับฉันเพื่อนทุกคนเป็นที่หนึ่งในแบบของตนเองหมด ทุกคนมีความสามารถที่แตกต่างและสิ่งเหล่านี้คือเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ ดังนั้นเราควรภูมิใจกับตัวเองและนับถือตนเองให้มากขึ้น

ฉันนำวิชาภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมไปใช้ในวิชาอื่นเสมอ เมื่อแปลงานสักชิ้นหนึ่ง ปริบททางวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งแรกๆที่ฉันนึกถึง แม้แต่การอ่านวรรณกรรม การตีความบทกวีหรือบทเพลง ความต่างของวัฒนธรรม รูปแบบความคิด การใช้ภาษาก็เป็นสิ่งที่ละเลยมิได้ ในด้านการสื่อสารกับผู้ที่มาจากต่างวัฒนธรรมก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปด้วยดีมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลดปัจจัยความขัดแย้งในการสื่อสารที่อาจเกิดขึ้นได้ให้น้อยลง ฉันต้องขอบคุณอาจารย์ฐานันทิยาที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าถึงแม้เราจะอยู่ในกรอบของวัฒนธรรม แต่อย่าจำกัดกรอบขอบเขตการเรียนรู้ให้ตัวเอง มิฉะนั้นเราก็จะใช้ความรู้ที่มีอย่างจำกัดมากและเดินตามรอยเดิมๆของคนอื่น จนไม่มีแนวทางเป็นของตัวเองสักที ขอบคุณที่ทำให้เราได้สำรวจทางเดินใหม่ๆด้วยตัวเองและทำให้ฉันเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทยและเป็นพลเมืองโลกที่มีประสิทธิภาพ

นางสาวศิรตะวัน ทหารแกล้ว

5004102042

What I have learned in 15 weeks from Language & Cross-Cultural Communication course:

ภาษาและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากกับการติดต่อสื่อสารในทุกรูปแบบ แต่คนส่วนมากกลับมองข้าม หากมองลึกลงไปแล้วสิ่งที่ได้จากการศึกษา และเรียนรู้จากวิชานี้เป็นตัวช่วยสำคัญของการประสบความสำเร็จในการสื่อสาร เป็นการช่วยสร้างความเข้าระหว่างผู้ส่งสาร(Sender) และผู้รับสาร(Receiver) ให้บรรลุวัตถุประสงค์สำคัญในสาร(Message) นั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในความเป็นจริง สังคมที่เราอาศัยอยู่กันทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่เชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมเดียวเท่านั้น บางครั้งวัฒนธรรมที่ต่างกันอาจทำให้มีการขัดแย้งกันกับวัฒนธรรมอื่นได้ แต่เมื่อเราได้เรียนรู้ และเข้าใจในวัฒนธรรมอื่น จะทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่ในตอนแรกเราดูว่าต่างกันนั้น กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมันก็แค่ต่าง คนทุกคนยังมีความคิดต่างกันเลย นับประสาอะไรกับสิ่งภายนอกจะไม่ต่างกัน อย่าคิดว่าสิ่งที่เราเป็นนั้นถูกเพียงสิ่งเดียว!

วิถีชีวิต(tradition) การพูดจา(verbal) และการแสดงออก(non-verbal)ที่ต่างกัน สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อม สังคม และสิ่งที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคนในแต่ละสังคมจะมีความเชื่อ(beliefs) ทัศนคติ(attitudes) และการให้คุณค่า(values)แก่สิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างกันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชานี้คือ………ความต่าง ตั้งแต่วัฒนธรรม การใช้ภาษา วิถีการดำเนินชีวิต แม้แต่คนในวัฒนธรรมเดียวกันยังมีความคิดและการกระทำที่ต่างกันเลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการปลูกฝัง สภาพแวดล้อม และใจของคนๆนั้น แต่การที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความต่างเหล่านี้ได้ สิ่งเดียวที่สำคัญคือ…………ความเข้าใจ เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เข้าใจถึงธรรมชาติของความต่าง และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ระหว่างเรา และเขา ที่มีวัฒนธรรมเป็นเพียงแค่สิ่งประดับเท่านั้น เพราะ….มันก็แค่ต่าง

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณอาจารย์ไกด์ ที่ทำให้หนูเข้าใจถึงความต่างเหล่านี้ และนำมันมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างดีทีเดียว เพราะความเข้าใจคือสิ่งที่ทำให้เราได้เปรียบไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม^^ ขอบคุณค่ะ

น.ส. ศศิประภา อัครภูติ 5004102039

คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษและการแปล

What have I learned from Language and Cross-Cultural Communication?

การเรียนรู้ของคนเรานั้น โดยส่วนตัวแล้วตัวเองคิดว่าสามารถแบ่งได้เป็นสองส่วน คือการเรียนรู้จากตำราเรียน และการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต ซึ่งวิชานี้ให้ทั้งสองสิ่งแก่ตัวเอง

วิชานี้สอนเกี่ยวกับ ความแตกต่างของ Culture ความแตกต่างนี้เองที่เป็นตัวแปล ของการสื่อสารของมนุษย์บนโลกใบนี้

การสื่อสารในแต่ละครั้งนั้นต้องประกอบไปด้วย สาร ผู้ส่งสาร ตัวกลาง ผู้รับสาร สาร หรือคำพูด การแสดงออกที่เราจะสื่ออกไปนั้น ควรคิดก่อนที่จะสื่อออกไป เพราะสารที่สื่อออกไปแล้ว ไม่สามารถเรียกกลับมาได้

ดังเช่นสุภาษิตของเอเชียว่า “Once the arrow has been shot it cannot be recalled” ลูกศรที่ยิงออกไปแล้วไม่สามาเรียกคืนมาได้ การสื่อสารนั้นไม่ควรขาด Culture เพราะจะทำให้การสื่อสารนั้นเกิดผลดีมากยิ่งขึ้น

อะไรที่เป็น culture? เมื่อก่อนอาจจะไม่รู้แต่ ตอนนี้รู้ลึกซึ้งเลยค่ะ Culture ก็คือ language, religion, music, race, national origin, geography, architecture customs, arts and crafts, clothing, physical features และ culture ยังมีการพัฒนา เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงได้ และแตกต่าง สิ่งนี้ทำให้คนเราแตกต่าง เราควรใช้ Objectivity คือ การมองอย่างเป็นกลาง ไม่ไปตัดสินใคร ว่าถูก หรือผิด การมองอย่างเป็นกลางนี้ ทำให้ตัวเองเป็นคนใจกว้างขึ้นและมองโลกได้กว้างขึ้นมากเหมือนกัน เช่น เมื่อก่อนเวลาดูประกวดสาวงามระดับโลกแล้วเห็นผู้เข้ารอบบางคนที่มาจากประเทศแถบแอฟริกา ก็จะคิดว่า ไม่เห็นสวยเลย แต่เดี๋ยวเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า คนเรามี มุมมองต่างกัน

การสื่อสารกันนั้นมีหลายสิ่งที่ควรคำนึงถึง นอกไปจากวิธีการและภาษาที่ใช้ นั้นก็คือ worldview ที่แตกต่าง คนแต่ละที่ก็จะมี worldview ที่แตกต่างกันไป การให้คุณค่าต่อสิ่งต่างๆ ที่ต่างกัน นั้นก็เพราะ culture ที่แตกต่าง เพราะฉะนั้นแล้วควรที่จะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่างๆ เช่น ศาสนาอิสลามห้ามกราบไหว้รูปเคารพ แต่ไทยเรานั้นนับถือศาสนาพุทธ กราบไหว้เคารพพระพุทธรูป หรือรูปเคารพของเชื้อพระวงศ์ ให้คุณค่าต่อสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างมาก แต่ชาวต่างชาติหรือต่างศาสนาอาจไม่เข้าใจ นำรูปไปตัดต่อไปในทางเสื่อมเสีย หรือนำเศียรพระพุทธรูปไปวางบนพื้นตกแต่งบ้าน ซึ่งเคยนำมาซึ่งความขัดแย้งหลายต่อหลายครั้ง

เรื่องต่อไปที่ได้เรียนรู้ คือ Low and High context cultures ตอนแรกก็มีความสงสัยว่า มันคืออะไร แล้วประเทศไทยจัดอยู่ในประเทศไหน แต่เมื่อได้เรียนก็ทำให้รู้ว่าไทยเรานั้น จัดอยู่ใน High context cultures อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะคนไทยให้ความสำคัญกับบริบทต่างๆ วิธีการ แบบแผน และเมื่อสื่อสารกันนั้นยังสนใจว่า พูดกับใคร เวลาไหน ท่าทางที่แสดงออก แต่ประเทศที่มี High context cultures ที่สูงมากนั้นคือญี่ปุ่น และภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องนี้ได้ดีก็คือเรื่อง Joy Lucky Club เรียนวิชานี้ทำให้ได้ชมภาพยนตร์ที่ แปลกแตกต่างและดีจริงๆค่ะ ทั้งละครที่ไม่มี Sub กับฟังภาษาที่ไม่เข้าใจ หนังแต่ละเรื่องหรือคลิปที่เราได้ชมนั้น สอนอะไรให้เราได้มากกว่า ความสนุกของหนัง แต่ยังสอนเราเรื่องวัฒนธรรมของแต่ละชาติไปในตัว เช่น ผู้หญิงฮาหรับจะโพกหัวเมื่ออกจากบ้าน หรือผู้หญิงจีนจะยึดสามีเป็นที่พึ่ง และเป็น high power distance เหมือนคนไทย และเหมือนตัวเองอีกด้วย ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น นี่เป็นอีกสิ่งที่ได้จากการเรียนวิชานี้ คือนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาคิดมาเปรียบเทียบกับตัวเอง เช่น ในเรื่อง Individualism and collectivism ยึดตามกลุ่มหรือยึด ตัวเอง การเป็น Individualism คือ ตัวใครตัวมัน การทำสิ่งใดโดยไม่ตามใคร สหรัฐอเมริกา ครองอันดับหนึ่ง จากประเทศที่ได้ทำการสำรวจ ตัวเองคิดว่าคนอเมริกามีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ค่อยแคร์ผู้อื่น ถ้าคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ถูกต้อง ส่วนไทยเราจัดอยู่ใน collectivism สูง เพราะ ยึดกลุ่มเป็นหลัก จะไม่แน่ใจในความคิดของตัวเอง ต้องแล้วแต่กลุ่ม ดูตัวอย่างจากไปกินข้าวก็ต้องไปเป็นกลุ่ม เข้าห้องน้ำก็ยังต้องไปเป็นกลุ่มอีก ตัวเองก็เป็นค่ะ แต่จะให้ดีควรอยู่ในทางสายกลางกลาง คือ ฟังความคิดของคนอื่น แต่ต้องไม่ให้คนอื่นครอบงำ ต้องไม่ละทิ้งความคิดของตัวเองไป

ได้ทำตามความฝันของเรา นั้นคือ Dream Culture เราได้สร้างเมืองในฝันของเราเองทั้ง สิ่งแวดล้อม อากาศ วัฒนธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากให้มีและอยากให้เป็น กลุ่มของตัวเอง มีเมืองที่ชื่อว่า Olympusean (Olympus + Ocean) เป็นเมืองที่มีหิมะตก ติดทะเล มีความเท่าเทียม และอีกมาก นี้เป็นสิ่งเราต้องการ แต่มันอาจไม่มีจริง แต่อย่างน้อยเราก็ได้ฝันค่ะ

“A different language is a different view of life” นี้เป็นคำกล่าวของ Federico Fellini ทำให้รู้สำนวนดีๆ หลายประโยคมาก อย่างประโยคข้างต้น ภาษาต่างมุมมองต่าง เช่น คำว่า Freedom หรืออิสระของ คนไทย อาจไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำๆ นี้เท่าไหร่นัก เพราะชีวิตของเราก็มีอิสระดี แต่บางประเทศที่การปกครองโดยทหาร หรือระบบคอมมิวนิสต์ freedom อาจมีความสำคัญกับชีวิตเขา

ได้คุยกับชาวต่างชาติหลายๆ คนภายในคืนเดียว ปกติตัวเองเป็นคนที่กลัวการพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติมากๆ แต่ในงานชิ้นสุดท้ายที่ต้องไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ เกี่ยวกับการแนะนำตัวกับคนไม่รู้จักนั้น ทำให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษที่สู้อุตส่าห์เรียนมาหลายปี ไม่ว่าจะเพราะสถานการณ์บีบบังคับ หรือคะแนนกดดัน แต่ก็ทำให้ตัวเองกล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น มากๆ

ที่เขียนข้างต้นอาจไม่ใช่ทั้งหมดที่ได้เรียนรู้ไปจากวิชานี้ แต่ตัวเองเชื่อว่าสิ่งที่ได้รับจากวิชานี้ไม่ใช่แค่เกรดตอนปลายเทอม แต่วิชานี้สอนเราถึงการใช้ชีวิตในสังคม การเข้าใจคนอื่น การรู้จักตัวเอง การทำงานกับคนอื่น และอีกมาก ที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเองในการใช้ชีวิตในสังคม รวมถึงการสื่อสารกับคนในวัฒนธรรมเดียวและต่างวัฒนธรรม ทั้งหมดจาก HM322

Krisana Chumchuay 5004102045

What have I learned from Language and Cross-Culture Communication?

สิ่งที่ได้ทั้งหมด 15 สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามันเป็นความรู้ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอน อันที่จริงก็ใช้ไปแล้วด้วยแหละ (ตอนนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปเรียนได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวต่างชาติบ่อย) การเรียนในวิชานี้ยังทำให้เรารู้จักการรับผิดชอบมากขึ้นเพราะเราต้องทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนๆกันถึง 2 ครั้ง คือ Culture Dream กับ stereotyping ซึ่งในการทำงานแต่ละครั้งก็มีอุปสรรคแต่ละอย่างแตกต่างกันออกไป Project Dream Culture นั้นก็มีอุปสรรคตรงที่เรามีเวลาเตรียมงานกันน้อยมากเราต้องมานั่งทำงานกันที่มหาวิทยาลัยกันจนดึก และผลงานที่ออกมาก็ต้องยอมรับว่าไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็นโดน Comment กันถ้วนหน้าเลยแต่ก็ดีนะค่ะเพราะอาจารย์ก็ Comment เป็นรายบุคคลไปทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองบกพร่องตรงไหนบ้างแล้วก็นำมาปรับปรุงในการรายงานครั้งต่อไปส่วน Project Stereotyping ก็มีอุปสรรคตรงที่เราไม่ได้วางแผนก่อนออกไปสัมภาษณ์ทำให้เราเหนื่อยและเสียเวลาในการทำงานในครั้งนั้นมาก และการทำงานในครั้งนี้ฉันรู้สึกประทับใจเพื่อนในกลุ่มมากเพราะทุกคนยอมรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ทำให้บรรยากาศในการทำงานไม่ตรึงเครียดและต้องขอขอบคุณอาจารย์ผู้สอนด้วยว่าให้คำแนะนำได้ดีมาก ถ้าอาจารย์ไม่ช่วยการทำงานในแต่ละครั้งคงออกมาไม่ดีเท่านี้แน่นอน ไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดยังไงถึงจะบอกความรู้สึกประทับใจในครั้งนี้หมด เอาเป็นว่าเข้าสู่บทเรียนเลยแล้วกันนะค่ะ

เริ่มด้วยวัฒนธรรมมีความสำคัญอย่างไรในการสื่อสารคำตอบคือมีความสำคัญมากเพราะการที่เราไปพูดภาษานั้นๆได้ดีแต่ไม่รู้จักวัฒนธรรมของชาตินั้นๆการสื่อสารก็ไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควรสรุปได้ว่าภาษาและวัฒนธรรมนั้นเป็นของคู่กันและการสื่อสารนั้นยังมีสัญลักษณ์อีกด้วย เช่น คนที่สวมแหวนนิ้วนางข้างซ้ายก็เป็นสัญลักษณ์ของคนที่แต่งงานแล้วและยังมีสัญลักษณ์อีกมากมายที่สื่อถึงการสื่อสารได้ และที่ฉันจำได้ดีที่สุดคือเนื้อหาในบทที่ 3 เริ่มจากแต่ละวัฒนธรรมต่างก็มีความเชื่อแตกต่างกันออกไป (beliefs) เช่นวัฒนธรรมไทยเรานั้นก็มีความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเทวดาเป็นต้น และต่อมาก็เป็นทัศนคติ (Attitudes) ต้องยอมรับรับว่าต่างวัฒนธรรมก็มีทัศนคติแตกต่างกันแน่นอนและก็ให้คุณค่าแต่ละอย่างแตกต่างกันด้วยเหมือนกัน (values) ต่อด้วย วัฒนธรรมหลัก (Dominant Culture) และวัฒนธรรมร่วม (Co- Culture) ซึ่งที่ๆมีวัฒนธรรมร่วมมากที่สุดก็คืออเมริกาเพราะมีผู้คนอพยพเข้าไปอยู่ในประเทศนี้มากมายจริงๆเพราะประเทศนี้เขามีความเป็นส่วนตัวสูงมาก (Individualism) จะสังเกตได้จากบ้านเขาไม่มีรั้วแต่ก็มีความเป็นส่วนตัวสูงไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันเลยจะตรงกันข้ามกับพวกที่เป็น (Collectivism ) จะอยู่กันเป็นกลุ่มชอบทำอะไรกันเป็นกลุ่มและมีบ้านที่มีรั้วกั้นเพราะไม่อยากจะให้ใครเข้ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของตัวเอง และประเทศอเมริกายังเป็นดินแดนที่มีความเท่าเทียมกันสูงมากอีกด้วย (Equality ) เวลาทำอะไรจะมีเป้าหมายมีการวางแผนและยังเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี( Sciences and Technology) สูงอีกด้วยไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังเชื่อเรื่องโอกาสและจะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดเลยไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลยแน่นอนทำงานก็เต็มที่กับการทำงานและที่สำคัญยังเป็นคนที่มีความตรงต่อเวลามากเพราะเขาถือว่าเวลาแต่ละนาทีมีคุณค่าการที่เขาช้าไปแค่หนึ่งนาทีอาจจะทำให้คู่แข่งในการทำงานคว้าโอกาสที่ดีๆไปก็เป็นได้ และต้องยอมรับด้วยว่าประเทศอเมริกามีการแข่งขันกันในการทำงานมาก(Competition)และยังกลัวความผิดพลาดในการทำงานสูงด้วย ( Low-Uncertainty Avoidance ) ซึ่งจะตรงข้ามกับชาวจีนอยู่มากคือชาวจีนกล้าที่จะเสี่ยงในการทำการค้ามากกว่าอเมริกามากเพราะชาวจีนนับถือขงจื้อนับถือหลักคำสอนของขงจื้อเป็นหลัก( Confucian Dynamism )คือมีความอดทน ซื่อสัตว์ นับถือผู้ที่เป็นอาวุโสและนับถือผีบรรพบุรุษ เหมือนที่เราได้ดูตัวอย่างในหนังเรื่อง The Joy Luck Cub จึงไม่แปลกใจเลยที่เห็นคนจีนในแต่ละประเทศที่พวกเขาย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่นั้นประสพความสำเร็จกันมาก ในหนังเรื่องนี้หลังจากที่เราดูกันแล้วอาจารย์ก็ให้พวกเรา Discuss กันในห้องพวกเราก็พยายามตั้งใจคิดช่วยกันในกลุ่มว่ามีอะไรกันบ้างสุดท้ายที่อาจารย์เฉลยให้ฟังในหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งเล่มที่เราเรียนมาก็เกือบจะว่าได้เยอะจริงๆเช่น มีการสื่อสารแบบ ( High Context Culture ) จะไม่พูดตรงๆต้องดูบริบทถึงจะรู้ความหมายที่แท้จริงและมีการเลี้ยงลูกแบบ ( Long Term Orientation ) จะอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ตลอดทำอะไรก็ต้องรักษาหน้าพ่อแม่ ( Face saving ) ตรงนี้จะต่างจากชาวอเมริกาคือมีการสื่อสารแบบ ( Low Context Culture ) ไม่พูดอ้อมค้อมคิดอย่างไรก็พูดออกไปตามที่คิด ส่วนการเลี้ยงลูกก็จะเลี้ยงแบบ ( Short Term Orientation ) ปล่อยให้ลูกได้ใช้ความคิดและเหตุผลด้วยตัวเองจะไม่เข้าไปสั่งว่าลูกควรทำอย่างนั้นอย่างนี้

ต่อด้วย Language and Culture: Words and Meaning บทนี้จะพูดถึงความสำคัญของภาษาว่ามีความสำคัญต่อมนุษย์เรามากเพียงใด เพราะคนเราต้องสื่อสารกันด้วยภาษา และภาษานั้นมีหน้าที่อยู่อีกหกประการคือ 1. Emotive Expression คือใช้ภาษาไว้สื่ออารมณ์ เช่น เสียใจ ดีใจ เศร้า ร้องไห้ หิว หนาว หรือร้อนเป็นต้น 2.Thinking ใช้ภาษาจากความคิด ใช้ภาษาสื่อในสิ่งที่คุณคิดออกมาเป็นคำพูด 3. Phatic Interaction คือการมีปฏิสัมพันธ์ที่สื่อความรู้สึกออกมาเป็นคำพุดเช่นกัน 4.Control of Reality ใช้ภาษาไว้ควบคุมความเป็นจริง 5. Keeping of History ใช่ภาษาไว้เก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตอาจจะออกมาเป็นภาษาเขียนจดบันทึก 6. Identity Expression ใช้ภาษาแสดงความเป็นเอกลักษณ์ออกมา หรือ บทบาทของแต่ละเผ่าเหมือนที่เราดูในคลิปวีดีโอเผ่าเมารีที่พวกเขามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองในการแข่งอเมริกันฟุตบอลก่อนเล่นหรือเวลาทำคะแนนได้ก็จะร้องเต้นเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าตัวเองออกมา

Verbal Processes ก็มีอยู่ด้วยกันถึง 3 หน้าที่ด้วยกันคือ 1. Syntactic คือกฎโครงสร้างไวยากรณ์พวกที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาจะเก่งเรื่องพวกนี้ดีกว่าเจ้าของภาษาซะอีก 2. Lexicon คือความหมายเฉพาะเจ้าของภาษาเท่านั้นที่จะรู้ 3. Phonology คือ การออกเสียงของภาษาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเสียงว่าควรจะออกเสียงอย่างไรถึงจะใช่เสียงที่แท้จริงและเข้าใจความหมายได้ถูกต้องเพราะถ้าเราออกเสียงไม่ชัดคนที่ฟังอาจจะเข้าใจไปอีกความหมายก็เป็นได้

Types of Alternative Language คือประเภทที่เป็นภาษาทางเลือกมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ประเภทคือ 1. Cant. ภาษาที่ชาวคุกใช้คุยกัน 2.Jargon. ภาษาเฉพาะกลุ่มเช่น กลุ่มวัยรุ่นที่ใช้คุยกันเป็นต้น 3. Argot. ภาษาแรงงาน เช่น คนขับรถบรรทุก คนขับแท็กซี่ งานละครสัตว์ 4. Slang. ภาษาที่ไม่เป็นทางการแต่มีการยอมรับอย่างแพร่หลาย ต่อด้วย Functions of Alternative Language หน้าที่ทางเลือกของภาษาก็จะมีไว้เพื่อให้พลังอำนาจกับคนที่ไม่มีอำนาจในสังคม เช่นแม่บ้ายชาวจีนคิดภาษาขึ้นมาใช่ในกลุ่มตัวเอง (Empowerment) และมีไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากอันตราย (Self- Defense) เช่นโสเภณีมีภาษาไว้ใช้ป้องกันตนเองจากอันตรายจากตำรวจ และมีไว้เพื่อความปรองดองสามัคคี ความกลมเกลียว (Solidarity and Cohesiveness)

ต่อด้วยเนื้อหาที่เพื่อนๆได้รายงานไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายนที่ผ่านมามีทั้งหมด 9 กลุ่มคือ

Introduction- คือการแนะนำตัวของคนที่มาจากต่างวัฒนธรรมในงานเลี้ยงปาร์ตี้ 2. Social Behaviors ระยะห่างของบุคคลและการคุยสัพเพเหระและการเกริ่นก่อนลา การคุยที่มีระยะห่างตั้งแต่เพื่อนไปจนถึงเจ้านายว่าควรใช้ระยะห่างแค่ไหน 3.Getting to people จะศึกษาว่าควรเลือกใช้ประโยคไหนในการสื่อสารกับคนที่มาจากต่างวัฒนธรรม 4. Activities and Holidays เป็นหัวข้อเกี่ยวกับคนที่มาจากต่างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับวันหยุดที่แตกต่างกัน 5.Time and Personal Space เป็นหัวข้อเกี่ยวกับประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนาให้คุณค่ากับเวลาแตกต่างกัน ส่วนมากประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญกับเวลา (M- time -Monochronic) คนที่ให้ความสำคัญกับเวลาและเห็นว่าทุกนาทีมีค่าจะไม่ยอมปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์และเป็นพวกที่ตรงต่อเวลามากจะไม่ทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันตรงกันข้ามกับประเทศที่กำลังพัฒนาจะไม่เห็นความสำคัญของเวลา ( P-time-Polychronic )ชอบทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันและเป็นพวกที่ไม่ตรงต่อเวลาจะไม่ค่อยเห็นค่าของเวลาว่ามีค่าเพียงไร เน้นปริมาณแต่ไม่เน้นคุณค่า 6.Personal Relationships ความสัมพันธ์ในครอบครัวแต่ละวัฒนธรรม 7.Sweet Home เป็นบ้านในฝันของคนแต่ละวัฒนธรรมว่าอยากมีบ้านอย่างไร เช่น ชาวตะวันตกอยากมีลูกสาวมากกว่าลูกชายและไม่อยากอยู่กับพ่อแม่อยากอยู่คนเดียวมากกว่า บางคนก็อยากมีบ้านหลังใหญ่มีสนามหญ้าหน้า8.Stereotyping คือภาพเหมารวมของมุมมองเพียงมุมเดียวและการเหมารวมบ่อยๆเข้าก็จะกลายเป็นความจริงในที่สุด การเหมารวมไม่ใช่ไม่มีประโยชน์นะแต่ตรงกันข้ามเลย การมีภาพเหมารวมไว้ในใจนั้นจะทำให้เราหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรทำที่เป็นอันตรายต่อเราได้ 9.Culture Shock คืออารมณ์หรือความรู้สึกที่เราไปเจอในต่างวัฒนธรรมมีด้วยกัน 4 คือ ช่วงแรก ที่ๆเราไม่เคยเจอมาก่อนพอเจอแล้วทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นอยากเที่ยวให้รอบๆเลยเราจึงมีความสุขในช่วงนี้ แต่พอเราเริ่มเที่ยวทั่วแล้วเราก็จะรู้สึกชินเราก็เริ่มจะเบื่อกับสิ่งเดิมๆที่เจอจึงทำให้เราเริ่มมีอาการเหงาเศร้าและเริ่มอยากกลับบ้าน ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้เราก็จะผ่านมันไปได้และเที่ยวอย่างมีความสุข

และนี่แหละสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากวิชานี้อันที่จริงมันเยอะกว่านี้ด้วยซ้ำไปแต่ขอพูดแค่บางส่วนก็แล้วกันนะค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งที่ให้ความรู้มากมายแค่หนูและที่สำคัญขอขอบคุณที่ไม่ได้ให้ความรู้เฉพาะเรื่องเรียนอย่างเดียวแต่ยังรวมถึงเรื่องส่วนตัวที่มีอะไรก็รับฟังลูกศิษย์ได้เสมอทั้งๆที่มันไร้สาระแต่อาจารย์ก็ให้ข้อคิดดีๆมาตลอด

Chanpen   tharak 5004102023

 
หน่วยงาน :   ฝ่ายวิเทศและประชาสัมพันธ์ | ฝ่ายวิจัย | ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ | ฝ่ายวางแผนและพัฒนา | ฝ่ายวิชาการ | ฝ่ายบริหารและธุรกิจ |
ฝ่ายกิจการนักศึกษา
| สำนักอำนวยการ | สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ | งานตรวจสอบภายใน
ศูนย์วิจัย :   ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโก - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย | ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ | ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ |
ศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและ SMEs
| ศูนย์ศึกษาธุรกิจไทย-จีน | ศูนย์ศึกษาและวิจัยสื่อสารมวลชนอาเซี่ยน |
ศูนย์ศึกษาและวิจัยตราสินค้า
| ศูนย์วิจัยโลจิสติกส์ | ศูนย์รับออกแบบและปรึกษางานอิเล็กทรอนิกส์ |
ศูนย์เครือรัฐเอกราช และ รัฐบอลข่าน
วารสาร :   วารสารวิชาการ | วารสารรอบรั้ว มกค. | สัปดาห์นี้มีอะไร | UTCC+
บริการวิชาการ :   ศุนย์บริการวิชาการ | ศูนย์ภาษา UTCC

 
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 126 / 1 ถ.วิภาวดีรังสิต ดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-697-6000, 1141 กด 8822 โทรสาร: 02-276-2126