สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้จาก วิชา Language and Cross Cultural Communication
การได้เรียนวิชานี้ถือเป็นการได้รับและสะสมประสบการณ์ต่างๆจากทั่วโลก การเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่จากหลากหลายประเทศผ่านทางวิชานี้ ถึงแม้จะไม่มีโอกาสไปสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศอื่นจริงๆ แต่การเรียนในครั้งนี้ทำให้นึกภาพออกว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมแบบใด มีมุมมอง ทัศนคติต่างกันอย่างไร ในสัปดาห์แรกๆได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องของ
A fluent fool หมายถึงคนที่เก่งทักษะภาษาทุกด้านแต่กลับไม่รู้จักวิธีการปฏิบัติตัวให้ถูกวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ ถือเป็นการเปิดหัวข้อการศึกษาที่น่าสนใจทำให้รู้ว่าการจะเป็นผู้รู้จริงๆใช่ว่าเก่งแต่ภาษาแล้วจะช่วยได้ หากเราไม่รู้มีการเรียนรู้เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนในวัฒนธรรมอื่นเราก็คล้ายกับคนโง่ไม่รู้ภาษานั่นเอง ในบางครั้งเราอาจจะแสดงกิริยาหยาบคายออกมาโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ในวัฒนธรรมของเราเองจะถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่ในวัฒนธรรมอื่นอาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็เป็นได้ เพราะคนเราต่างมีมุมมอง ทัศนคติ และความเชื่อต่างกัน
ต่อมาก็ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง เรื่อง Field of experience “กรอบประสบการณ์ร่วมกัน” การที่กรอบประสบการณ์ร่วมกันมากยิ่งทำให้การสื่อสารเป็นไปได้ง่ายเข้าใจกันมากขึ้นในเรื่องนี้ก็จะช่วยให้การสื่อสารกับชาวต่างชาติต่างภาษาง่ายขึ้นเนื่องจากเรามีมุมมองหรือเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาเหมือนกันก็จะเข้าใจเวลาสื่อสารกันมากขึ้น ในเรื่อง Individualism, Collectivism, Face saving, High-Low context culture ทุกๆเรื่องล้วนมีความสำคัญและเป็นส่วนประกอบของวัฒนธรรมต่างๆ ในแต่ละหัวข้อนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี สามารถบ่งบอกถึงความเป็นวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกได้คือตะวันตกจะเป็นพวก Individualism, Low context culture, Low uncertainty avoidance, Assertiveness, Guilt culture ส่วนประกอบเหล่านี้คือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นชาติตะวันตก ในเรื่องของการเอาตัวเองเป็นหลักไม่ต้องรักษาภาพพจน์ของครอบครัวทำอะไรก็รับผิดเองคนเดียว ไม่ยึดติดกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากนักทำอะไรสบายๆไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมาย ชอบใช้ชีวิตโลดโผนรักการผจญภัยชอบความท้าทายตื่นเต้น คนเหล่านี้จะหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนต่ำ มีความเด็ดขาดชัดเจนค่อนข้างมั่นใจในตัวเองทำอะไรคนเดียวไม่จำเป็นต้องมีพวกพ้อง พูดจาตรงไปตรงมาจริงใจเพราะไม่ค่อยคำนึงถึงอะไรรอบๆตัวนึกอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาเลย ละอายต่อการทำความผิดถึงจะไม่ได้ทำแต่ก็รู้สึกแย่ที่ถูกกล่าวหาและจะต่อสู้เพื่อให้พ้นความผิดที่ไม่ได้ทำ ส่วนทางด้านตะวันออกพวกคนเอเชียรวมไปถึงพวกอเมริกาใต้บางส่วนจะมีวัฒนธรรมที่คล้ายกันมีส่วนประกอบคือ Collectivism, High context culture, High uncertainty avoidance, Interpersonal Harmony, Shame culture จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่กันเป็นกลุ่มทำอะไรก็ทำด้วยกันไม่มั่นใจในตัวเองต้องมีเพื่อนไว้คอยให้คำปรึกษา เวลาทำอะไรผิดก็จะถูกเหมารวมทั้งครอบครัวสร้างความเสื่อมเสียทำให้ครอบครัวอาย ดังนั้นการเลี้ยงดูลูกจึงค่อนข้างจำกัดทางเลือกและคอยชี้คอยนำทางให้เสมอไม่ปล่อยให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองเนื่องจากกลัวความผิดพลาดจะทำให้ครอบครัวขายหน้าไปด้วย คนเหล่านี้จะามผิดพลาดำอะไรต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมเพรากกลงมีเพื่อนไว้คอยเลี่ยงความไม่แน่นอนสูงจะทำอะไรต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมเพราะกลัวความผิดพลาด มีการคำนึงถึงคนรอบข้างอย่างมากโดยจะไม่พูดออกมาตรงๆแต่จะใช้การแสดงท่าทางเพื่อบอกความนัย เป็นสังคมที่ใช้มาตรฐานความละอายใจเป็นหลักถ้าไม่รู้สึกละอายใจก็จะทำโดยไม่สนกฎระเบียบที่บอกว่าการกระทำเช่นนี้ผิด เพราะถึงผิดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายจึงไม่กลัวที่จะทำ
Value คือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแล้วแต่สังคมนั้นๆ ว่าจะรับเอาค่านิยมอะไรใหม่ๆเข้ามา ค่านิยมไม่มีอะไรตายตัวหรือแน่นอน แต่สามารถประยุกต์เข้ากับค่านิยมใหม่ๆได้ หรืออาจจะสูญหายไปตามกาลเวลาแล้วแต่สภาพแวดล้อมของสังคม ความต่างของวัฒนธรรมย่อมทำให้ค่านิยมต่างไปด้วยแต่ก็ใช่ว่าเราจะรับเอาค่านิยมจากวัฒนธรรมอื่นมาใช้กับวัฒนธรรมของเราไม่ได้ เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กันได้แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเป็นที่นิยมหรือยอมรับของคนในสังคมหรือไม่ เช่นการที่เราแต่งตัวเลียนแบบฝรั่งฮิตใส่กางเกงเอวต่ำเห็นขอบกางเกงในเพราะคิดว่ากะลังเป็นที่นิยมเลยลองบ้าง แต่ผู้ใหญ่กลับเห็นว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมเพราะดูโป๊เกินงาม การที่เราจะรับเอาค่านิยมจากที่ต่างๆมาควรดูสภาพแวดล้อมในสังคมของเราด้วยก็จะดี
ในสัปดาห์ต่อๆมาก็มีการทำรายงานโดยการให้ได้ลองสร้างประเทศของตัวเองขึ้นมาหนึ่งประเทศและให้ลองเลือกวัฒนธรรมความเป็นอยู่โดยการยึดภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นหลักก่อน เช่นถ้าอยู่บนเขาควรจะมีประเพณีมีวัฒนธรรมการใช้ภาษาอย่างไรจึงจะเหมาะสม หรือถ้าอยู่ติดกับทะเลจะมีอุตสาหกรรมอะไรที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆ เป็นต้น เป็นการทำรายงานที่ค่อนข้างกดดันเนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวน้อยแต่ก็รู้สึกสนุกที่ได้ค้นหาข้อมูลวัฒนธรรม ประเพณีจากประเทศต่างๆเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศในฝันที่เราตั้งขึ้นมาเอง เมื่อได้เรียนรู้การสร้างวัฒนธรรมด้วยตัวเองแล้วต่อมาก็จะเข้าสู่การเรียนรู้หน้าที่ต่างๆของภาษา ในเรื่องนี้ก็จะสนุกมากเพราะได้เรียนรู้ประเภทต่างๆของภาษาโดยเฉพาะพวกศัพท์แสลงและภาษาของพวกผิวสีจะรู้สึกน่าสนใจเป็นพิเศษเพราะไม่ต้องเน้นGrammarนั่นเอง หน้าที่ของภาษามีทั้งภาษาที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรงๆ ภาษาที่ใช้เรียกเครือญาติ ภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยสื่อสารสิ่งที่คิดเพื่อบอกให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าเราต้องการอะไร
Culture and the Use of Language มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ
· Directness เป็นการสื่อออกมาโดยตรงว่าต้องการอะไร พูดออกมาอย่างชัดเจนมีความจริงใจ คนอเมริกันจะเน้นการใช้พวกคำสั้นๆกระชับ เข้าใจง่ายไม่ใช้คำฟุ่มเฟือยมาก จึงทำให้เกิดภาษาใหม่ๆที่เรียกกันว่า ศัพท์แสลง เป็นคำที่พลิกแพลงมาจากศัพท์หรือประโยคยาวๆเพื่อให้กระชับขึ้นรวดเร็วในการพูด แต่คนเม็กซิกันจะชอบพูดอ้อมๆเพราะเคารพและให้เกียรติในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ถ้าไม่สนิทกันก็จะไม่แสดงความเห็นออกมาตรงๆ
· Social Relationships เป็นการใช้ภาษาเพื่อแสดงความสำคัญของชนชั้นในสังคม ที่มีความแตกต่างกันในหน้าที่ ฐานะ ในประเทศญี่ปุ่นจะมีการแบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายภาษาที่ใช้จะมีความต่างกัน ส่วนใหญ่ในสังคมเอเชียจะคล้ายๆกันตรงที่มีการแบ่งชนชั้น อย่างในประเทศไทยจะมีการใช้ภาษาในการพูดกับกษัตริย์ต่างจากคนธรรมดา พูดกับพ่อแม่ก็จะต่างจากพูดกับเพื่อน เป็นต้น
· Emotive Expression ภาษาสื่ออารมณ์ หมายถึงคำที่พูดออกมาอาจจะเป็นคำสั้นๆ หรือเป็นคำเสียดสีประชดประชัน มีความหมายแฝงอยู่ในตัว การใช้น้ำเสียงก็สามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกได้เช่นกัน เช่น โอ๊ย เธอนี่มันสวยจริงๆเลย ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการพูดเสียดสีซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้สวยอย่างที่พูด ถือเป็นการภาษาที่สื่ออารมณ์ความอิจฉา หรือรู้สึกรำคาญคนๆนั้น อีกตัวอย่างเช่น คำว่าไม่เป็นไรหรอก สามารถสื่อความหมายได้มากมาย อาจจะแสดงอาการประชด น้อยใจ คำๆเดียวก็สามารถบ่งบอกอารมณ์ได้
· Enjoyment of Language การสนุกกับการเลือกใช้ภาษา รู้สึกอยากนำภาษามาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย ชื่นชอบภาษาที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เช่นพวกที่ชอบแชทผ่านอินเตอร์เน็ตจะรู้สึกสนุกที่จะใช้ภาษาแปลก สั้นกระชับ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าภาษาอินเตอร์เน็ต โดยทั่วไปแล้วพวกวัยรุ่นสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็จะสรรหาคำใหม่ๆมาใช้เพราะรู้สึกสนุกที่ได้ดัดแปลงคำพูดให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
ภาษาทุกภาษามีเสน่ห์อยู่ในตัวถึงแม้บางวัฒนธรรมจะมีภาษาที่ฟังดูตลก แปลก แต่เราก็ไม่ควรที่จะไปหัวเราะเยาะเขา เพราะดูเหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติกัน เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมหรือประเพณี ค่านิยมต่างๆในแต่ละท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา เราก็ไม่มีสิทธ์ไปตัดสินว่าถูกหรือผิด เพราะคนเราเกิดมาต่างเชื่อชาติ ต่างศาสนา ต่างที่ต่างถิ่น ก็ย่อมที่จะคิดต่างกัน มองต่างกันเป็นเรื่องปกติ เพราะสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลและเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความต่างทางวัฒนธรรมเพื่อความอยู่รอด และเพื่อความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน หากใครมาดูถูกภาษา วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเรา เราก็ย่อมไม่พอใจเช่นเดียวกัน
ฉะนั้นควรนึกถึงใจเขาใจเรา
Problem of Translation Equivalence ปัญหาในการแปลเทียบเคียง
· Vocabulary or Lexical equivalence ปัญหาในการแปลเทียบเคียงคำศัพท์ในวัฒนธรรมไทยและในสังคมตะวันตก เนื่องจากความต่างทางวัฒนธรรมจึงทำให้ภาษา คำศัพท์ที่ใช้ต่างกันแม้จะมีการเทียบเคียงกันได้ แต่ก็คงไม่เหมือนกันซะทีเดียว
· Idiomatic and Slang equivalence เป็นการแปลเทียบเคียงศัพท์แสลง คำหนึ่งคำสามารถแปลได้หลากหลายความหมาย ก่อนจะเลือกใช้ควรดูเนื้อหาก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าควรเลือกใช้คำไหนจึงจะเหมาะสม
· Grammatical – Syntactical equivalence การแปลเทียบโครงสร้าง ในข้อนี้ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอคือ การแปลแบบยึดติดกับโครงสร้างของภาษาตัวเองมากเกินไปเช่นในภาษาไทยที่จะแปลเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่คนไทยจะยึดโครงสร้างของตนเป็นหลักเวลาแปลภาษาอังกฤษจึงทำให้แปลผิดรูปแบบประโยคเพราะในโครงสร้างภาษาอังกฤษจะแปลจากหลังมาหน้า ปัญหาอีกอย่างที่มักทำให้แปลผิดคือ countable nouns and uncountable nouns เพราะไม่สามารถแยกประเภทได้ถูกว่าอันไหนนับได้อันไหนนับไม่ได้ เจ้าของภาษาเท่านั้นจึงจะรู้ข้อนี้ดีที่สุด เหมือนกับที่คนไทยรู้จักการใช้ลักษณะนามเป็นอย่างดี
· Experiential - Culture equivalence นักแปลที่ดีจะต้องรู้จักสะสมประสบการณ์เพื่อที่จะได้มีความรู้กว้างขว้างในการแปล ปัญหาที่สำคัญในข้อนี้คือการขาดประสบการณ์เมื่อไม่มีประสบการณ์ร่วมในการแปลสิ่งนั้นๆก็จะทำให้การแปลสะดุดเพราะไม่รู้จะแปลอย่างไรให้ตรงประเด็น การให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมในประเทศต่างๆจะช่วยทำให้งานแปลลื่นไหล เพราะเราเข้าใจในวัฒนธรรมนั้น
· Conceptual equivalence กรอบมุมมองหรือความคิดที่ต่างกันย่อมทำให้การแปลเกิดปัญหา จึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนจะแปล emic คือวัฒนธรรมที่ต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆไม่ค่อยมีใครเหมือน วัฒนธรรมเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นที่ไม่ได้มีในทุกๆประเทศ etic คือวัฒนธรรมสากลที่คล้ายกันทั่วโลก เช่น เทศกาลปีใหม่ คริสมาสต์ วันวาเลนไทน์ เป็นต้น
เรื่องที่สำคัญต่อมาคือเรื่อง Working with a Translator เป็นเรื่องที่นักแปลจะต้องมีทักษะด้าน culture ต้องศึกษาวัฒนธรรมให้ลึกซึ้งเวลาแปลก็จะเข้าถึงเนื้อหาได้ aware context การที่เรารู้จักสังเกตจะทำให้เรามีความรู้และสามารถแปลงานได้อย่างถูกต้อง audience ต้องรู้กลุ่มเป้าหมายจะได้เลือกภาษาให้เหมาะ และแปลให้คนกลุ่มนั้นเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง style ลีลาของภาษา นักแปลต้องสังเกตลักษณะของภาษาทั้งต้นทางและปลายทางเป็นให้ดีเพื่อป้องกันการแปลพลาด tone สังเกตน้ำเสียง โดยการลองฟังแล้วจับใจความว่าในน้ำเสียงนั้นต้องการสื่ออะไร purpose of the speaker เราต้องรู้ถึงจุดประสงค์ของผู้พูดหรือผู้เขียน body posture สังเกตท่าทางการแสดงออก gestures มือไม้ท่าทางที่ผู้พูดแสดงออก สื่ออะไรผู้แปลต้องสังเกตให้ดีเพื่อช่วยให้เข้าใจสิ่งที่ผู้พูดต้องการสื่อ การจะเป็นนักแปลที่ดีควรจะศึกษาวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น สังคมการเมือง คำศัพท์ ประวัติความเป็นมาเพื่อที่จะแปลได้ไหลลื่นและสามารถผลิตคำออกมาได้เหมาะสมกับบริบทที่จะแปล ต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวหรือหาความรู้เพิ่มอยู่เสมอจะได้ไม่ตกยุค เพราะค่านิยมในสังคมทุกท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนักแปลจึงไม่ควรย่ำอยู่กับที่ควรแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้ตามทันโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สัปดาห์ต่อมาก็ได้เรียนรู้การฝึกใช้ทักษะ Non verbal communication โดยการดูหนังที่ใช้ภาษาเปอร์เซียนซึ่งเป็นภาษาที่เราไม่เคยรู้จักและดูโดยไม่เปิด subtitle ทำให้ยากต่อการจะเข้าใจสิ่งที่ตัวละครต้องการสื่อต้องดูโดยการเดาจากภาพรวมว่าเราเห็นอะไรบ้างในหนัง แต่การดูแบบนี้จะทำให้เราเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้นรู้จักใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่บางทีเราอาจมองข้ามไป
สัปดาห์สุดท้ายเป็นการทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษาวัฒนธรรมของชาติอื่นๆโดยการตั้งสมมุติฐานก่อนว่าชาวตะวันออกกับชาวตะวันตกมีวัฒนธรรมต่างกันอย่างไรและเมื่อได้ศึกษาแล้วได้ความรู้อะไรบ้าง เป็นการทำงานที่สนุกมากๆทำให้ได้ใกล้ชิดกับเพื่อนมากขึ้นและได้มีโอกาสสัมภาษณ์ชาวต่างชาติชอบมากค่ะขอบคุณอาจารย์ที่ให้ทำรายงานชิ้นนี้ <555> บทเรียนนอกห้องนี้มีประสบการณ์และอุปสรรคเป็นผู้สอนให้รู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รู้จักการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับผู้อื่นโดยเฉพาะคนต่างภาษา การเรียนรู้วิชานี้ช่วยสอนอะไรต่างๆมากมาย ช่วยเปิดประตูสู่การเตรียมพร้อมที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับคนต่างเชื้อชาติต่างภาษาได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้จักการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเวลาต้องไปเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเมื่ออยู่ต่างที่ต่างถิ่น เพราะในบางทีการที่ไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลยอาจจะทำให้เราทำอะไรที่ถือเป็นการดูถูกหรือหยาบคายสำหรับวัฒนธรรมนั้นๆได้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากเพราะอาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก ซึ่งบางทีเราอาจจะทำไปโดยไม่ตั้งใจเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่อีกฝ่ายกลับเสียความรู้สึกไปแล้ว วิชานี้ให้รู้จักสังเกตถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมของคนต่างถิ่นแต่ถ้าเรารู้จักสังเกตเราก็จะสามารถทำตัวกลมกลืนได้อย่างง่ายดาย ต้องขอบคุณอาจารย์ไกด์ที่สอนวิชาดีๆแบบนี้เพราะเราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ หลังจากได้เรียนวิชานี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น ถึงจะเรียนหนักบ้างแต่ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้เรียนค่ะ วิชานี้เปรียบเหมือนกับ “วิชาเปิดโลกกว้าง” ที่สอนให้เห็นแง่มุมต่างๆจากหลากหลายวัฒนธรรม การที่คนเรามีวัฒนธรรมที่ต่างกันไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปตัดสินเค้าว่าไม่ดีตั้งแต่ต้น อย่าไปคิดเหมารวมจากภาพที่เห็นเพราะสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป ในแต่ละวัฒนธรรมจะต้องมีที่มาที่ไปว่าทำไมเค้าถึงคิดแบบนั้นเชื่อแบบนั้น ดังนั้นทุกๆวัฒนธรรมจะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป อย่ามองเพียงเปลือกนอก ควรมองให้ลึกแล้วเราจะเข้าใจ
ภิญญาพัชร์ ลีลาจิรพัฒน์
5004102010